ไม่นานนัก ตระกูลจางเจ้าของเมืองเถาฮัวอู่ก็ส่งผู้ดูแลออกมาต้อนรับ
“คุณชายใหญ่โจว และคุณหนูท่านนี้ เชิญด้านในขอรับ” ผู้ดูแลยิ้มกว้างจนแก้มปริ ก้มกายคำนับอย่างนอบน้อม
โจวหยวนฮุยจึงยิ้มแนะนำ “นี่คือลูกพี่ลูกน้องของข้า เพิ่งเดินทางมาจากนครหลวง แซ่อวี้”
“ที่แท้ก็คุณหนูอวี้ เสียมารยาทแล้ว ๆ”
ผู้ดูแลรีบประสานมือคำนับอีกครั้ง แววตาวูบไหวด้วยประกายเจิดจ้าครู่หนึ่ง
ตระกูลโจวสามารถตั้งหลักในเยิ่วโจวได้ นอกจากความสามารถของตนแล้ว ยังได้ยินว่ามีญาติอยู่ในนครหลวงด้วย คุณหนูในจวนยิ่งหมั้นหมายกับแม่ทัพในราชสำนัก คิดว่าคงเป็นคุณหนูตรงหน้าผู้นี้
นางงดงามราวบุปผา อีกทั้งกิริยาท่าทางก็หาใช่คุณหนูในหอห้องสามัญจะเทียบได้
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีแล้ว ผู้ดูแลก็เดินนำหน้าด้วยตนเอง พาทั้งสองขึ้นบันได มุ่งไปยังสวนที่จัดงานเลี้ยงไว้ในส่วนลึกของเมืองเถาฮัวอู่
*
เยิ่วโจวขึ้นชื่อว่ามีวัฒนธรรมรุ่งเรืองมาแต่ไหนแต่ไร จึงมีบัณฑิตและหญิงงามปรากฏอยู่เนือง ๆ
เมื่อมาถึงงานเลี้ยงดอกท้อง ก็เห็นแขกเหรื่อจับกลุ่มกันเป็นคู่สามคน บ้างแต่งกลอนวาดภาพ บ้างบรรเลงพิณหรือประชันหมากล้อม ทั่วทั้งสวนคลาคล่ำด้วยแขกในอาภรณ์งาม เสียงพิณแว่วหวาน เสียงสนทนาหัวเราะดังแผ่ว ๆ ช่างงดงามรื่นรมย์และเปี่ยมด้วยบรรยากาศอันละเมียดละไม
ตระกูลจางจัดศาลาเล็ก ๆ ไว้ให้แขกแต่ละตระกูล รอบด้านแขวนม่านโปร่งกึ่งทึบ ช่วยบดบังสายตาจากภายนอกให้เห็นเพียงเลือนราง ทั้งเรียบสง่าและเพิ่มความพลิ้วไหวอยู่หลายส่วน
อวี๋เสวียชิงกับโจวหยวนฮุยจึงถูกนำไปนั่งในศาลาหลังหนึ่ง บนโต๊ะหินมีผลไม้และขนมตามฤดูกาลจัดเตรียมไว้แล้ว ชาร้อนในกาใบหนึ่งกำลังอุ่นกรุ่น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก
