ซูชูทังเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว พอฟังจบก็ฟาดมือลงบนโต๊ะเสียงดังทันที
“ไร้เหตุผลสิ้นดี! ตระกูลฮั่วรังแกกันเกินไปแล้ว!”
นางหน้าเขียวคล้ำ โกรธจนแทบระงับไม่อยู่ แต่พอหันไปเห็นอวี๋เสวียชิง ก็รีบดึงมือนางมากุมไว้ แล้วลูบปลอบอย่างอ่อนโยน
จากนั้นจึงผ่อนน้ำเสียงลง “ไม่เป็นไร เป็นตระกูลฮั่วที่ตาถั่วเอง เสวียชิงของเราทั้งงามทั้งฉลาด มีชายหนุ่มดี ๆ ให้เจ้าเลือกตั้งมากมาย รอพี่ชายหยวนอวี่ของเจ้ากลับมาแล้ว เจ้าก็ลองดูเถิด หากถูกใจ ป้าจะจัดการให้”
นึกอะไรขึ้นได้ นางก็ชี้ไปยังโจวหยวนฮุยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “เขากับหยวนฮุยเป็นฝาแฝดกัน หน้าตาแทบไม่ต่างกัน เจ้ามองหน้าลูกพี่สาวของเจ้าก็พอจะเห็นเค้าสักเจ็ดแปดส่วน อย่างไรก็นับว่าหน้าตาดีอยู่”
โจวหยวนฮุยกำลังดื่มชาอยู่ ได้ยินดังนั้นก็แทบสำลัก
นางคิดจะเอ่ยปากตามสัญชาตญาณ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า คราวนี้พี่ชายตามบิดาไปต่างถิ่น คนอื่นไม่รู้ แต่นางพอเดาได้อยู่บ้าง คงเป็นเพราะมารดาเร่งรัดเรื่องแต่งงานหนักเกินไป เขาจึงอาศัยข้ออ้างไปเจรจาการค้า หลบออกไปสงบใจสักระยะ
คิดได้เช่นนี้ นางจึงไม่พูดอะไร ได้แต่ลูบจมูกเงียบ ๆ
อวี๋เสวียชิงแก้มแดงระเรื่อ ยิ้มอย่างจนใจ “ท่านป้า อย่าล้อข้าเลยเจ้าค่ะ”
ได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานของเด็กสาวเช่นนี้ ซูชูทังรู้สึกใจแทบละลาย
พอนึกถึงลูกสาวตัวดีที่ตนให้กำเนิด วัน ๆ ไม่รู้ไปเรียนรู้ท่าทางคุณชายเสเพลมาจากไหน เอาแต่ทำให้นางโมโห ทั้งเป็นลูกสาวเหมือนกันแท้ ๆ เหตุใดจึงต่างกันนัก?
“ได้ ๆ ป้าไม่พูดแล้ว”
