แต่ในยามนี้ เมื่อนึกถึงฮองเฮาของตน และคิดถึงทารกในครรภ์ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของทั้งสอง เส้นสายที่ขึงตึงอยู่ในใจมาหลายปีก็คลายลงทีละน้อยในที่สุด
“ฮองเฮาเป็นภรรยาของเจิ้น ส่วนทารกในครรภ์ของนางก็เป็นเลือดเนื้อของเจิ้นกับนาง เจิ้นย่อมปฏิบัติต่อพวกนางอย่างดี” เซียวฉงหมิงกล่าวเสียงเรียบ
เขาไม่ได้ให้อวี๋ฉงลุกขึ้น ปล่อยให้เงียบงันอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “ส่วนอวี๋เซียง ท่านช่วยราชกิจมาหลายปีแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนเสียที ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เจิ้นจะเลือกผู้มีความสามารถมาดำรงแทน เมื่อเห็นแก่ฮองเฮา เจิ้นจะแต่งตั้งท่านเป็นอานกั๋วกง ต่อจากนี้ก็จงอยู่ที่จวนบำรุงสุขในบั้นปลาย ไม่ต้องกังวลเรื่องราชสำนักอีก”
ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า ตำแหน่งกั๋วกงเป็นเพียงตำแหน่งลอย ๆ ไร้อำนาจแท้จริง ทว่าเมื่อเทียบกับการเนรเทศคนทั้งตระกูลแล้ว นี่ก็นับเป็นพระมหากรุณาสูงสุดที่เขาจะมอบให้ได้เมื่อเห็นแก่ฮองเฮา
“กระหม่อม...ขอบพระทัยฝ่าบาท”
อวี๋ฉงหลับตาลง ก่อนก้มกราบจนหน้าผากแตะพื้น น้ำเสียงชราแต่สงบนิ่ง เขารู้ดีว่านี่คือจุดจบที่ดีที่สุดสำหรับตนแล้ว
*
อวี๋เสวียชิงทราบข่าวนี้ในเวลาไม่นาน
ตามเนื้อเรื่อง เมื่อบิดาของนางถูกปลดจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีแล้ว ลำดับต่อไปนางก็ควรถูกลดขั้นให้ไปอยู่ที่วังเย็น
แต่ปัญหาคือ ในเนื้อเรื่องนางไม่มีบุตร ทว่าตอนนี้ในครรภ์ของนางกลับมีสายเลือดที่มิใช่ของราชวงศ์ สถานการณ์เกรงว่าจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม
เมื่อคิดเช่นนี้ อวี๋เสวียชิงก็ก้มตาลง ในใจอดรู้สึกเศร้าหมองไม่ได้
