เขาก้มมองนาง น้ำเสียงเจือความจนใจ “ฮองเฮาควรอ่านนิยายให้น้อยลงหน่อยเถิด เรื่องพวกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่คนแต่งขึ้นมาทั้งนั้น”
อวี๋เสวียชิงเบะปาก เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ นางชักมือกลับจากฝ่ามือของเขา ดวงตากลมโตจ้องเขาเขม็ง น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่หลายส่วน “ยังคิดจะหลอกข้าอีกหรือ ข้าดูเป็นคนที่หลอกง่ายนักหรือไร”
ยังไม่ทันที่เซียวฉงหมิงจะเอ่ยปาก นางก็ยื่นปลายนิ้วไปจิ้มหน้าอกเขา คางเชิดขึ้นเล็กน้อย “เอาละ ๆ ท่านเป็นยามเงานี่นา ปากหนักก็เป็นเรื่องสมควร ข้าเข้าใจดี”
เซียวฉงหมิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที
เขายกมือนวดหว่างคิ้ว ก่อนจะเรียกนางด้วยเสียงทุ้มหนัก “เสวียนเหริน”
สิ้นเสียง เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางลานตำหนักอย่างไร้สุ้มเสียง เสวียนเหรินคุกเข่าข้างหนึ่ง “ข้าน้อยอยู่ที่นี่”
อวี๋เสวียชิง “……” อะไรนะ?
นางมองคนที่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างงุนงง กะพริบตาช้า ๆ หนึ่งครั้ง แล้วก็กะพริบอีกครั้ง
สายตาของนางหยุดอยู่บนใบหน้าของเสวียนเหรินครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองเซียวฉงหมิงที่กำลังกอดนางอยู่ แล้วหันไปมองเสวียนเหริน จากนั้นก็หันกลับมามองเซียวฉงหมิง วนเวียนเช่นนี้อยู่หลายรอบ ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับในที่สุดก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
เซียวฉงหมิงโบกมือให้เสวียนเหรินถอยออกไป แล้วก้มมองนาง “คราวนี้เชื่อแล้วหรือยัง”
อวี๋เสวียชิงจ้องเขาตาค้าง ริมฝีปากแดงเผยอขึ้นเล็กน้อยแล้วหุบลง คล้ายลูกแมวที่จู่ ๆ ก็ถูกคนจับหนังคอไว้ ทั้งร่างพลันนิ่งงันจนพูดอะไรไม่ออก
วินาทีถัดมา นางยกมือขึ้นปิดหน้าอย่างรวดเร็ว แก้มขาวราวหิมะแดงก่ำขึ้นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้แต่ปลายหูก็แดงเสียจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา
