เมื่อครรภ์ค่อย ๆ มั่นคงขึ้น เซียวฉงหมิงก็แอบไปถามซูซงเหอเป็นการส่วนตัว คำตอบที่ได้รับคือสามารถร่วมหลับนอนได้แต่พอประมาณ ขอเพียงไม่หักโหมจนเกินไปก็ไม่มีอันตราย เขาจึงไม่คิดอดกลั้นอีกต่อไป
อวี๋เสวียชิงถูกเขาพัวพันจนทนไม่ไหว ริมฝีปากถูกจูบจนบวมแดงน้อย ๆ นางหอบหายใจเบา ๆ พลางรีบยกมือดันอกเขาไว้ “หากฝ่าบาทยังทำเช่นนี้อีก คืนนี้หม่อมฉันจะย้ายไปอยู่ในวังเย็นที่ห่างไกลที่สุด”
เซียวฉงหมิงคิดว่านางพูดเล่น จึงกุมมือเล็กของฮองเฮามานวดคลึงเบา ๆ แล้วก้มลงจุมพิตริมฝีปากแดงระเรื่อนั้นอีกครั้ง ก่อนหัวเราะเสียงต่ำ “วังเย็นทั้งอับชื้นทั้งหนาวเหน็บ ฮองเฮาของเจิ้นเอาแต่ใจเช่นนี้ จะทนอยู่ได้อย่างไร”
อวี๋เสวียชิงส่งเสียงฮึเบา ๆ ดิ้นออกจากอ้อมแขนเขาแล้วพองแก้ม “หม่อมฉันทนอยู่ได้ วังเย็นคงสงบกว่าตำหนักเฟิงอี้เสียอีก”
ครั้นตกกลางคืน เซียวฉงหมิงจัดการราชกิจเสร็จแล้วจึงไปยังตำหนักเฟิงอี้ เมื่อเห็นตำหนักบรรทมว่างเปล่าตรงหน้า เขาก็พลันเงียบงันไป
เหล่านางกำนัลที่ยังอยู่ต่างทูลรายงานอย่างหวาดหวั่น “ฝ่าบาท เหนียงเหนียงเสด็จไปวังเย็นจริง ๆ เพคะ...แม้แต่เครื่องนอนก็ยังให้พี่จื่อซูนำผืนที่โปรดที่สุดไปด้วยเพคะ”
แม้วังเย็นจะเทียบตำหนักเฟิงอี้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็เพิ่งซ่อมแซมเสร็จไม่นาน อย่างน้อยก็พออาศัยอยู่ได้
ยามนี้อวี๋เสวียชิงกำลังนอนอยู่บนเตียงที่เก็บกวาดเรียบร้อย สะลึมสะลือใกล้จะหลับ จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงร่างอบอุ่นแนบเข้ามาจากด้านหลัง แขนที่คุ้นเคยโอบเอวนางไว้ ก่อนรวบตัวนางเข้าไปในอ้อมกอด
