“ฆ่ามัน! ปล้นเงิน! ปล้นเสบียง! ปล้นสตรี!”
โจรภูเขาจากช่องเขาดำกว่าสามร้อยคนโบกสะบัดดาบและทวนวาววับ ไม่นานก็พุ่งมาถึงใต้กำแพงเมือง
ตรงประตูเมืองทางใต้ จ้าวเถี่ยหนิวเห็นพวกโจรยิ่งเข้ามาใกล้ จึงโผล่หน้าออกมาตรงประตูเมืองแวบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นหวาดกลัวแล้วตะโกนลั่น
“ไอ้พวกบัดซบ มีไส้ศึกเปิดประตูเมืองแล้ว รีบปิดเร็ว!!!”
เขาถือดาบยาวในมือ พลางส่งสัญญาณมืออย่างรวดเร็ว ให้สมาชิกกองพิทักษ์เสบียงถอยเข้าไปทางประตูชั้นใน ส่วนตนเองก็แสร้งทำท่าจะปิดประตูเมืองอีกครั้ง
สมาชิกกองพิทักษ์เสบียงทั้งหลายได้รับคำสั่งไว้ก่อนแล้ว ยามนี้จึงร่วมมือแสดงละครอย่างเต็มที่
“ต้านไม่ไหวแล้ว! พี่เถี่ยหนิว รีบถอยเถอะ!”
“ขอเพียงขุนเขาเขียวยังอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนให้เผา หัวหน้า!!!”
“ถอย! ถอยเข้าไปในปราการชั้นใน!” เมื่อเห็นพวกโจรใกล้จะประชิดเชิงกำแพงแล้ว จ้าวเถี่ยหนิวก็รู้สึกว่าได้เวลาเหมาะสม จึงรีบเรียกพี่น้องให้ถอยเข้าไปด้านใน
คนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจฉับพลัน ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบถอยไปอยู่หลังกำแพงกั้นม้าศึกในปราการชั้นใน
ชาวบ้านบนกำแพงเมืองไม่รู้แผนการของลู่อันเหนียน พอเห็นภาพนี้เข้า ต่างก็แตกตื่นโกลาหลทันที
“ประตูเปิดแล้ว! ประตูเมืองทางใต้ถูกตีแตกแล้ว!”
“จบกันแล้ว! พวกโจรภูเขาจะบุกเข้ามาแล้ว!”
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ไส้ศึกมาจากไหน ฆ่ามันให้ตาย!!!”
“ไอ้สารเลว สู้กับพวกมันให้ถึงที่สุด!!!”
“......”
ชาวเมืองบางคนเผลอจะสาดน้ำร้อนกับปูนขาวในมือออกไปโดยไม่รู้ตัว
“อย่าเพิ่งลนลาน! รอให้พวกมันเข้ามาใกล้ก่อนแล้วค่อยโจมตี!”
ลู่อันเหนียนยืนอยู่ด้านหลังเชิงเทิน ยกมือขึ้นห้ามชาวเมืองผู้กำลังเฝ้าป้องกันเมืองที่เริ่มแตกตื่น
เมื่อเห็นท่านผู้ว่าราชการลู่เอ่ยปาก ทุกคนก็ชะงักมือโดยไม่รู้ตัว ชายชราหลายคนร้อนใจจนตบต้นขาตัวเอง ส่วนพวกสตรีก็หน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก ทว่าก็ไม่มีใครขัดคำสั่ง
บนกำแพงเมืองมีเสียงตะโกนด้วยความร้อนใจดังขึ้นเป็นระลอก ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
แต่ความหวาดกลัวเช่นนี้ เมื่อถูซานที่อยู่นอกเมืองได้ยิน กลับเป็นดั่งเสียงสวรรค์
“ฮ่า ๆ ๆ! พวกไพร่กระจอกกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อแล้ว! บุกเข้าไปให้สุดกำลัง!”
