จงเยว่ยังคงเป็นคนไม่ยึดติดกับกรอบเกณฑ์ มีท่าทีหยิ่งผยองและเกียจคร้านอยู่เสมอ ทว่าไม่รู้เพราะฟ้ามืดลงหรืออย่างไร รอบกายเขาจึงแผ่บรรยากาศเย็นเยียบกดดัน คิ้วตาคมเข้มดำสนิทจับจ้องเธอไม่วางตา
ลู่เหมยรู้สึกขนลุกซู่ เพียงกะพริบตา จงเยว่ก็เหมือนมาปรากฏตัวตรงหน้าแล้ว ปลายนิ้วกำชายเสื้อแน่นอย่างลนลาน เธอถามตะกุกตะกักว่า “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“มาได้พักหนึ่งแล้ว เห็นคุณคุยกับคนอื่นอย่างสนุกสนาน เลยไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ” มุมปากจงเยว่ยกเป็นรอยยิ้มเย็นชาอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าดวงตากลับไร้แววยิ้ม แนวกรามขบเกร็งขึ้นอย่างแนบเนียน
ลู่เหมยไม่ได้แอบทำเรื่องผิดศีลธรรมอะไรลับหลังเขา แต่บรรยากาศอึมครึมรอบตัวจงเยว่ทำให้เธอพลอยประหม่า ขนตายาวเป็นแพสั่นไหว เธอเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เราแค่คุยกันเรื่อยเปื่อย”
จงเยว่ไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกันเมื่อครู่ แต่เห็นต่างฝ่ายต่างยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจ ส่วนเพื่อนร่วมงานทั่วไปก็แค่ทักทายกันตามมารยาทเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมเกินกว่าเพื่อนร่วมงาน
จงเยว่ยังคงขุ่นเคืองจนเส้นประสาทตึงเครียด ใบหน้าด้านหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด น้ำเสียงหนักอึ้ง “คุยเรื่อยเปื่อยเรื่องอะไร?”
“คณะนาฏศิลป์เมืองจิงเป่ยของเราจะมีการแสดงเดือนหน้า ก็เลยคุยกันเรื่องฝึกซ้อมนิดหน่อยค่ะ”
“ไม่สนใจฟัง”
“...อ้อ”
แต่เขาไม่ใช่คนถามก่อนหรือไง?
พูดไปพูดมา สวี่เยี่ยนเจ๋อเป็นผู้ชาย จงเยว่อาจเข้าใจความสัมพันธ์ของพวกเขาผิดไป
ลู่เหมยจึงอธิบายเพิ่มว่า “เราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์เลยสนิทกับฉันมากกว่าสมาชิกคนอื่นนิดหน่อย”
