ช่วงเย็น ลู่เหมยนั่งรถจากคณะนาฏศิลป์มายังตระกูลซ่ง
ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว คนในตระกูลซ่งมากันครบ พอเธอผลักประตูเข้ามา ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เธอโดยพร้อมเพรียงกัน
พี่สาวทั้งสองสบตากันอย่างรู้ใจ ซ่งเจียนีถึงกับหัวเราะเยาะ “ฉันว่าแล้ว คุณชายจงจะมาด้วยกันกับเธอที่ตระกูลซ่งได้ยังไง”
จากนั้นเสียงตำหนิของพ่อซ่งก็ดังตามมา “คุณชายจงล่ะ? พ่อไม่ได้บอกให้พาเขากลับมาด้วยหรือไง”
“หนูบอกแล้วว่าเขายุ่งมาก” ลู่เหมยเดินไปเปลี่ยนรองเท้าตรงทางเข้า ก่อนจะพบว่ารองเท้าของตัวเองหายไปหมดแล้ว ป้าพี่เลี้ยงจึงหยิบรองเท้าใส่ในบ้านมาให้
แม้บ้านหลังนี้ไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา แต่การถูกไล่ออกไปแบบนี้ก็ยังชวนให้รู้สึกว้าเหว่
“ในเมื่อคุณชายจงยุ่งจนไม่มีเวลามา เธอก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาอีก” ซ่งเจียนีหัวเราะเยาะ พลางเล่นเล็บที่ทำมาใหม่ “คิดว่าพวกเราอยากเจอเธอนักหรือไง”
“คิดว่าฉันอยากเจอเธอนักหรือไง” ลู่เหมยอดด่ากลับไปไม่ได้ “ฉันกลับมาเพราะอยากรู้เรื่องแม่”
ก่อนหน้านี้พ่อซ่งเคยบอกว่า ขอแค่เธอแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลจง ก็จะย้ายแม่ของเธอจากห้องผู้ป่วยธรรมดาไปอยู่ห้องเดี่ยวระดับหรู
แม่ลู่ถูกขังอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช หากไม่มีเหตุพิเศษ บุคคลภายนอกก็เข้าเยี่ยมไม่ได้ ลู่เหมยจึงทำได้เพียงพบหน้าแม่ผ่านวิดีโอคอล ซึ่งไม่ใช่ว่าจะได้คุยกันทุกวัน และยังต้องได้รับอนุญาตจากพ่อซ่งด้วย
ปกติพ่อซ่งจะยอมให้แม่ลูกพบกันแค่ช่วงเทศกาลสำคัญ เวลาก็สั้นมาก เพราะอาการป่วยทางจิตของแม่ลู่รุนแรง พูดจาไม่รู้เรื่อง แถมยังอยู่ไม่นิ่ง ทุกครั้งที่ลู่เหมยได้พบแม่จึงใช้เวลาไม่ถึงห้านาที
ลู่เหมยเดินไปหาพ่อซ่ง “หนูอยากวิดีโอคอลกับแม่ อยากรู้ว่าแม่ย้ายไปอยู่ห้องผู้ป่วยระดับสูงแล้วจริงหรือเปล่า”
