ลู่เหมยซ้อมเต้นอยู่กับคณะเต้นรำมาตลอดทั้งวัน พอใกล้ค่ำก็ได้รับสายจากพ่อซ่ง
ปลายสายเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนว่า “เหมยเหมย เรื่องแต่งงานของลูกกับจงเยว่ตกลงกันแล้วใช่ไหม?”
“อืม...” ลู่เหมยพยักหน้า
“มิน่าล่ะ ธนาคารตระกูลจงถึงปล่อยเงินกู้ให้ตระกูลซ่งของเราตั้งมากมาย พอให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้เลย” พ่อซ่งปิดบังความโลภในน้ำเสียงไม่มิด “ลูกพยายามอีกหน่อย ทำให้คุณชายจงอารมณ์ดีเข้าไว้ ไม่แน่ว่าเขาอาจมอบโครงการให้เราทำเพิ่มอีกก็ได้”
ลู่เหมยเพียงขานรับเบา ๆ ว่า “อ๋อ”
พ่อของเธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าจงเยว่เป็นคนแบบไหน หยิ่งยโส ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา งานเลี้ยงวันนั้นเขาไม่เกรงใจใครทั้งนั้น เธออยากเอาใจแล้วจะทำให้เขาอารมณ์ดีได้ง่าย ๆ เสียที่ไหน
เธอแค่หวังให้เขาดูแลสุขภาพ อย่าเพิ่งตายเร็วก็พอ
พ่อซ่งเสนอว่า “เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้พาคุณชายจงกลับบ้าน ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว เขาก็เป็นลูกเขยของตระกูลซ่งเรา เราจะได้กระชับความสัมพันธ์กับเขา ต่อไปเวลาเจอกันจะได้สนิทสนมกันไว้”
“เขา...ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา”
“งั้นลูกก็เกลี้ยกล่อมเขาสิ ลูกเป็นภรรยาเขา เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้หรือ?”
ลู่เหมยอยากจะบอกว่า ทำไม่ได้จริง ๆ จงเยว่กลับบ้านตอนตีหนึ่งทุกวัน
เมื่อกลับถึงเรือนอีเฮ่าหยวน ลู่เหมยคิดว่าคืนนี้คงต้องกินข้าวคนเดียวอีกแล้ว แต่พอเพิ่งนั่งลงก็ได้ยินเสียงป้าจางร้องด้วยความประหลาดใจว่า “คุณชาย? ทำไมกลับมาตอนนี้ล่ะคะ?”
จากนั้นจงเยว่ก็เดินอาด ๆ เข้ามา เสื้อสูทที่เคยรัดรึงถูกถอดออกไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กที่ดูเรียบเนี้ยบสะอาดสะอ้าน ขับเน้นรูปร่างสูงเพรียว ไหล่กว้างเอวสอบ ทุกอิริยาบถแฝงความสบาย ๆ ไม่ใส่ใจสิ่งใด
