สายลมยามค่ำคืนพัดลอดช่องทางระหว่างคนทั้งสองมาอย่างเย็นเยียบ ทว่ากลับพาความร้อนรุ่มอันอ้อยอิ่งมาด้วย
ลู่เหมยจดจ่ออยู่กับคนด้านนอกจนไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มที่อยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตรกำลังเกร็งเครียดกว่าเธอเสียอีก เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นตรงหน้าผากของเธอ
สายลมพัดมาอีกระลอก หอบเอาปอยผมที่หลุดลุ่ยของเธอปลิวไปแตะไหล่ ไหปลาร้า และลูกกระเดือกของเขาเป็นครั้งคราว
ปลายผมส่งกลิ่นฟรีเซียหอมหวานอ่อน ๆ ลอยปะปนไปกับอากาศ
เนื้อนุ่ม ๆ ที่แนบอยู่ใต้เสื้อผ้าช่างอยู่ใกล้เพียงเอื้อม กลิ่นหอมหวานจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก
จงเยว่หมดอารมณ์หยอกเย้าอย่างที่เคยเป็น ลูกกระเดือกราวกับมีขนนกมาสัมผัสจนคันยุบยิบ ลมหายใจขาดห้วงเป็นช่วง ๆ จังหวะหัวใจรวนตามไปด้วย ความกระสับกระส่ายที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่คุ้นชินนัก จึงเอ่ยถามเสียงแหบพร่า “รู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?”
ลู่เหมยได้ยินเพียงความหงุดหงิดในน้ำเสียงของเขา เธอคอยสังเกตสถานการณ์ด้านนอกพลางปลอบ “ฉันกำลังดูว่าคนที่ตามเรามาไปหรือยัง”
เปลือกตาจงเยว่ยิ่งกดต่ำลง เขาควรจะคุยกับเธอยังไงดี เขาแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่เธอยังทำตัวใสซื่อไร้เดียงสาอยู่ได้
ช่างเถอะ จะไปถือสาเด็กน้อยที่รู้จักแต่กินกับดื่มไปทำไม
จงเยว่กลืนน้ำลาย ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง คำพูดทุกคำเจือความอดกลั้นและเสียงแหบพร่า “พวกนั้นไปหรือยัง?”
“เหมือนจะไปแล้วนะ” ลู่เหมยยื่นหัวออกไปดูก่อนเพื่อสำรวจสถานการณ์
จากนั้นก็ยกมือโบกเรียกเขาเป็นสัญญาณว่าออกมาได้แล้ว
ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับขโมยเลย
ในที่สุดก็ได้นั่งบนเบาะรถสปอร์ตที่กว้างขวางและนุ่มสบาย จงเยว่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ อุณหภูมิในร่างกายค่อย ๆ ลดลง ทว่าจิตใจกลับยังไม่สงบลงเสียที
คงเป็นเพราะลูกกระเดือกของผู้ชายไวต่อสัมผัสเกินไป แค่เธอแตะโดนก็เลยเป็นแบบนี้
ไม่รู้เมื่อกี้เธอสังเกตเห็นหรือเปล่า
ดูท่าต่อไปเขาควรรักษาระยะห่างจากเธอสักหน่อย
