ตอนที่ 5 ติวหนังสือ
เซิ่นซิงไป๋นั่งลงที่โต๊ะ แต่ก็อดใจลอยไม่ได้
จู่ๆ เขาก็นึกถึงพ่อแม่ของซูหนิงหนิงขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ตอนประชุมผู้ปกครองเขาเคยเห็น สองสามีภรรยาดูใจดีและเอ็นดูเธอมาก ต่อให้ซูหนิงหนิงสอบได้ที่โหล่ทุกครั้ง พวกเขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
เติบโตมาในครอบครัวแบบนี้ เธอจะเคยหิวท้องได้ยังไงกัน?
คิดดูแล้ว ก็คงเป็นแค่คำปลอบใจที่เธอตั้งใจแต่งขึ้นมา เพราะกลัวเขาจะเสียหน้าเท่านั้นมั้ง
เซิ่นซิงไป๋ส่ายหัวเบาๆ สลัดความคิดนี้ทิ้งไป แล้วเริ่มอ่านหนังสือตอนเช้าอย่างตั้งใจ
หลายวันต่อมา ถึงซูหนิงหนิงจะเชื่องช้าไปบ้าง แต่ก็สังเกตเห็นได้ชัดว่าท่าทีของเพื่อนร่วมชั้นที่มีต่อเซิ่นซิงไป๋เปลี่ยนไป
สายตาที่จับจ้อง ระยะห่างที่จงใจรักษาไว้ ทำให้เธอมองแล้วรู้สึกแย่ในใจเป็นอย่างมาก
เซิ่นซิงไป๋เองก็เงียบขรึมกว่าเดิม แทบจะไม่ลุกออกจากที่นั่งเลย
เมื่อก่อนหลังกินข้าวเสร็จ เขายังจะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อย แต่ตอนนี้กินเสร็จก็กลับห้องเรียนทันที ไม่ยอมออกไปข้างนอกแม้แต่น้อย
เรื่องนี้ค้างคาใจ ซูหนิงหนิงกลับบ้านไปก็หงอยซึมไม่หายติดต่อกันหลายวัน
พ่อกับแม่ซูเห็นท่าทางซังกะตายของเธอ ก็อดถามไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ซูหนิงหนิงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนให้ฟังทั้งหมด
แม่ซูลูบหัวเธอเบาๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"หนูอยากช่วยเขามากเลยใช่ไหม?"
ซูหนิงหนิงพยักหน้าอย่างแรง
"อื้ม หิวมันแย่มากเลยนะคะ หนูกลัวการหิวท้องที่สุดเลย"
พ่อกับแม่ซูสบตากัน รู้สึกทั้งขำทั้งจนใจ
พวกเขาก็คิดไม่เหมือนกันว่าที่บ้านไม่เคยขัดสนอะไร ไม่เคยปล่อยให้เธอหิว แล้วทำไมหนิงหนิงถึงได้ใส่ใจและกลัวเรื่อง "หิวท้อง" ได้ขนาดนี้
ตั้งแต่เด็ก เวลาลูกสาวเห็นขอทานข้างทาง ก็มักจะควักเงินค่าขนมให้อีกฝ่ายเสมอ
เวลากินข้าวก็กินจนเกลี้ยงจานตลอด บอกว่าเสียดายอาหาร
แม่ซูคิดๆ ดูแล้ว จึงออกความเห็นให้
"ถ้างั้น ในเมื่อเขาผลการเรียนดีมากไม่ใช่เหรอ?
หนูก็เชิญเขามาเป็นติวเตอร์ให้หนูสิ
พวกหนูอายุเท่ากัน ไม่แน่วิธีเรียนของเขาอาจจะเหมาะกับหนูมากกว่าก็ได้
แล้วหนูค่อยไปคุยกับเขา ใช้การดูแลเรื่องกินข้าวให้มาแทนค่าเรียน เท่านี้ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเลยนะ"
ซูหนิงหนิงฟังไปตาก็ยิ่งเป็นประกาย พยักหน้าหงึกๆ รู้สึกว่าวิธีนี้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง
วันรุ่งขึ้นพอถึงโรงเรียน เธอก็ไปหาเซิ่นซิงไป๋แล้วบอกความคิดนี้ให้ฟัง
เซิ่นซิงไป๋กลับส่ายหน้า
"ผมไม่ต้องให้เธอมาสงสารหรอกนะ ผมไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด ยังไงก็ยังพอมีข้าวกิน"
วันเสาร์อาทิตย์เขาแอบไปทำงานล้างจานที่ครัวหลังร้าน เพราะยังเป็นแรงงานเด็ก ค่าแรงเลยน้อยจนน่าสงสาร แต่ก็พอกินประทังชีวิตตัวเองได้
แต่ไม่นึกเลย พอพูดจบ ซูหนิงหนิงก็ตาแดงขึ้นมาทันใด น้ำตาไหลเผาะลงมา
เซิ่นซิงไป๋ลนลานขึ้นมาทันที มือไม้พันกันพูดตะกุกตะกัก
"ผะ...ผม...มีข้าวกินจริงๆ นะ..."
ซูหนิงหนิงปาดน้ำตา ทำหน้าเง้างอนน้อยใจ
"ฉันไม่ได้สงสารนายนะ ฉันต้องการให้นายช่วยฉันจริงๆ! นายช่วยฉันทีเถอะ ฉันไม่อยากสอบเข้าม.ปลายไม่ได้นะ!"
"แม่ฉันสมัครคอร์สติวให้ตั้งหลายที่ หมดเงินไปตั้งเยอะ แต่คะแนนฉันมันก็ไม่ขึ้นเลย อาจารย์พวกนั้นสอนยังไงฉันก็ไม่เข้าใจ
นายไม่เหมือนใคร นายอายุเท่าฉัน เรียนก็เก่ง ตอนป่วยยังสอบได้ที่หนึ่งเลย ต้องมีวิธีสอนฉันได้แน่!"
"ฉันไม่อยากโดนใครว่าโง่อีกแล้ว ทุกปีตรุษจีน พวกญาติๆ ก็แข่งกันถามคะแนน พอถึงฉันทุกคนก็เงียบกริบ น่าอายจะตาย
ฉันไม่เคยโดนใครชมว่าฉลาดเลยสักครั้ง ฉันอยากได้ยินใครชมว่าเราเก่งบ้างจริงๆ นะ..."
เธอพูดพร่ำพรรณนาเป็นชุดใหญ่ ยิ่งพูดยิ่งน้อยใจ
เซิ่นซิงไป๋ฟังไปก็ทั้งขำทั้งหมั่นไส้ มองหน้าท่าทางร้องไห้ดูน่าสงสารของเธอ สุดท้ายก็ใจอ่อน
"ก็ได้" เขาถอนหายใจเบาๆ
"ต่อจากนี้ทุกวันหลังเลิกเรียน ผมจะอยู่ติวให้หนึ่งชั่วโมง"
ซูหนิงหนิงตาวาวเป็นประกายทันใด
"เยี่ยมไปเลย! งั้นฉันเลี้ยงข้าวเย็นนายนะ แล้วก็ข้าวกลางวันด้วย! ฉันเติมเงินให้ในบัตรค่าอาหารเลย โอเคมั้ย?"
เซิ่นซิงไป๋ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอสบตาที่ดื้อรั้นของเธอ ในที่สุดก็พยักหน้า
"ได้... แต่อย่ามากเกินไป แค่พอกินปกติก็พอ"
ซูหนิงหนิงรีบพยักหน้า "ได้ๆ! นายสบายใจได้ ฉันจะไม่เติมเยอะแน่!"
วันต่อมาเซิ่นซิงไป๋เช็คยอดในบัตรค่าอาหาร ในนั้นกลับมีเงินเพิ่มมาถึง 500 หยวน ใจเขาพลันตื้นตันคละเคล้าหลากหลายความรู้สึก
ในบัตรของเขา ไม่เคยมีเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย
ซูหนิงหนิงยืนข้างๆ ถามอย่างกังวลเล็กน้อย
"ฉันไม่รู้ว่าเท่านี้น้อยไปรึเปล่า... ปกติตัวฉันเองเดือนนึง 500 หยวนยังไม่ค่อยพอเลย ยังต้องซื้อขนมอีก
แต่นายบอกว่าไม่ต้องมาก ฉันเลยคิดว่าเอาเท่ากับของฉันจะดีมั้ย นายว่าโอเคไหม?"
เซิ่นซิงไป๋พูดเบาๆ
"โอเคครับ เยอะมากแล้ว ขอบคุณนะ"
"ไม่เป็นไรๆ ฉันต่างหากต้องขอบคุณนาย"
ซูหนิงหนิงรีบโบกมือ "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายต้องช่วยติวฉันให้ดีๆ นะ"
เซิ่นซิงไป๋พยักหน้า "ครับ"
แต่พอเริ่มติวจริงๆ เขาถึงได้ประจักษ์แจ้งว่าวิธีคิดของซูหนิงหนิงมันไม่เหมือนใครแค่ไหน และพื้นฐานเธอแย่ลงขนาดไหน
วันแรกติวคณิตศาสตร์ สอนไปสอนมาเขาก็นิ่งเงียบ
ในที่สุดเขาก็อดถามไม่ได้ว่า "เธอแน่ใจนะว่าเคยเรียนประถม?"
"แน่นอนสิ!" ซูหนิงหนิงทำหน้าจริงจัง
"ฉันไม่เคยโดดเรียนสักวันเลยนะ ถ้าโรงเรียนมีรางวัลเข้าเรียนดีเด่น ฉันได้ติดโผแน่!"
เซิ่นซิงไป๋เงียบกริบไปเลย สุดท้ายก็ค่อยๆ เอ่ยปาก
"เรา... เริ่มเรียนใหม่จากเนื้อหาป.สามเลยแล้วกัน"
ซูหนิงหนิงไม่ได้รู้สึกถึงความหมายแฝงอื่นเลยแม้แต่น้อย พยักหน้าอย่างดีใจ "ดีเลยๆ!"
เซิ่นซิงไป๋อธิบายได้เข้าใจง่ายเป็นพิเศษ เธอฟังแล้วเข้าใจจริงๆ ด้วย
ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน ซูหนิงหนิงนอนหลับตอนกลางคืนมุมปากยังยกยิ้ม มีความสุขจนหวานชื่น
ยิ่งดีกับเซิ่นซิงไป๋มากขึ้นด้วย เกือบจะกลายเป็นแฟนคลับตัวน้อยของเขาแล้ว สายตาจับจ้องเขาทุกวัน อยากหาเรื่องช่วยเหลืออยู่ตลอด
เซิ่นซิงไป๋ทั้งจนใจทั้งขำ ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
จนต่อมาตอนติวหนังสือ เขาก็อดเอ่ยปากไม่ได้
"ที่โรงเรียน... เธอคบกับผมน้อยๆ หน่อยเถอะนะ"
ซูหนิงหนิงเงยหน้าขึ้นทันที "ทำไมล่ะ?"
"เพราะไม่มีใครชอบเป็นเพื่อนกับคนอย่างผมหรอก"
เสียงเขาทุ้มลง "เธอสนิทกับผม ก็จะถูกคนอื่นดูถูกไปด้วย"
ซูหนิงหนิงขมวดคิ้ว มองเซิ่นซิงไป๋อย่างไม่พอใจ
"ไม่มีทางซะหน่อย! นายเก่งขนาดนี้ คนอยากเป็นเพื่อนกับนายมีตั้งเยอะแยะ
แค่นายชอบทำหน้าเย็นชา ดูเข้าถึงยาก ทุกคนเลยไม่กล้าเข้าใกล้
ถ้านายยอมยิ้มบ้าง รับรองมีคนห้อมล้อมเป็นกลุ่มแน่"
เธอชะงักไปนิด แล้วถามเสียงเบาด้วยความคาดหวัง "ฉันน่ะอยากเป็นเพื่อนกับนายมากเลย... ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันได้รึยัง?"
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงลูกพี่ลูกน้องผู้ชายที่เรียนชั้นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอไปชวนเขาเล่น เขาพูดกับเธอตรงๆ เลยว่า "ฉันไม่อยากเล่นกับคนโง่"
คำพูดนี้ทำร้ายจิตใจซูหนิงหนิงอยู่นานมาก และนั่นก็คือหนึ่งในเหตุผลที่เธอไม่เคยยอมแพ้ในการเรียน
เซิ่นซิงไป๋มองเธอด้วยสีหน้าจริงใจ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
"ได้สิ"
รอยยิ้มนั้นสะอาดหมดจด หล่อเหลาจนน่าตะลึง
ซูหนิงหนิงมองจนเหม่อ หลุดปากออกมาว่า "นายยิ้มแล้วหล่อสุดๆ ไปเลย!"
หูของเซิ่นซิงไป๋แดงวาบขึ้นทันที รีบก้มหน้าลง
"...อย่าเพิ่งคุยต่อเลย เริ่มติวได้แล้ว"