อาหารทยอยขึ้นโต๊ะ ทุกคนก็เริ่มลงมือตักกิน
ฟู่จิ่งสุยกินเร็วมาก เป็นนิสัยที่ฝึกมาตั้งแต่ตอนอยู่ในกองทัพ
ซ่งรั่วเฉินมองท่าทางของฟู่จิ่งสุย ก่อนถามว่า “จิ่งสุย นายคิดจะอยู่ที่อันผิงต่อไปตลอดเลยเหรอ?”
เผิงจื้อหย่วนก็ถามขึ้นมาบ้าง “นั่นสิ พี่ฟู่ พี่คิดจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน? ตอนแรกผมนึกว่าพี่ปลดประจำการแล้วจะกลับปักกิ่งเสียอีก!”
ฟู่จิ่งสุยไม่อยากให้ทุกคนจับจ้องมาที่ตัวเอง และยิ่งไม่อยากให้คนสนใจคุณตาของเขามากเกินไป
เขาจึงถามกลับว่า “จื้อหย่วน พวกนายมีปักกิ่งให้อยู่ดี ๆ ทำไมถึงมาเมืองฮาล่ะ?”
ซ่งรั่วเฉินยังไม่ทันตอบ เผิงจื้อหย่วนก็ชิงพูดเสียก่อน “พี่ฟู่ พวกเรามารับน้องสาวของพี่ซ่งครับ เมื่อก่อนเธอเป็นปัญญาชนลงชนบท”
ฟู่จิ่งสุยรับคำ “อ้อ รับตัวได้แล้วหรือยัง? จะกลับเมื่อไหร่?”
เผิงจื้อหย่วนบ่นอุบ “พี่ฟู่ พวกเราเพิ่งมาถึงเองนะ พี่ก็ไล่ให้กลับแล้วเหรอ?”
ฟู่จิ่งสุยเหลือบมองเพื่อน ก่อนคีบกับข้าวให้เขาหนึ่งคำ “กินข้าวไป กินข้าว!”
ซ่งรั่วเฉินอายุมากกว่าฟู่จิ่งสุยกับเผิงจื้อหย่วน 5 ปี แถมทำงานมาหลายปีแล้ว จึงดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพวกเขา
เขารู้ว่าฟู่จิ่งสุยกำลังระแวดระวังตัวเองอยู่ จึงไม่ได้โกรธ
ตรงกันข้าม ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนเผิงจื้อหย่วน เขาคงยิ่งเป็นห่วง
คนแบบนั้นไม่คู่ควรกับน้องสาวของเขา
ทั้งสี่คนคุยกันพลางดื่มเหล้า จนหมดไปสองขวด