หยุนหวยคังเปิดประตูให้ทันที พลางกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “รีบเข้ามาสิ!”
“เสี่ยวเสี่ยวเพิ่งกลับมา ตอนนี้กำลังคุยกับแม่อยู่ในห้อง ไม่รู้จะออกมาเมื่อไร ส่วนชุ่ยชุ่ยอยู่ในอ้อมแขนแม่ยายของเจ้า ไม่ต้องเป็นห่วง”
ฟ่านซือป๋อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไป
หยุนหวยคังเชิญเขาไปนั่งข้างโต๊ะ “ลูกเขยคนโต รีบมานั่งสิ ข้าจะแนะนำคนคนหนึ่งให้รู้จัก”
เขาคิดในใจว่า ลูกเขยของตนในวันหน้าคงมีอนาคตไกล ย่อมต้องมีเส้นสายไว้บ้างพอดีซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องหมิงอยู่ที่นี่ บางทีต่อไปอาจช่วยเหลือกันได้
ฟ่านซือป๋อพยักหน้า เดินไปนั่งลง แล้วเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายก่อนผงกศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อย
หยุนหวยคังแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน “ท่านนี้คือคุณชายเจินหลินชิง ครอบครัวทำการค้า”
จากนั้นจึงหันไปพูดกับเจินหลินชิงว่า “นี่คือลูกเขยคนโตของข้า เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ”
เจินหลินชิงกับฟ่านซือป๋อต่างพยักหน้าทักทายกัน
ทั้งสองคุยกันไม่กี่คำ ต่างก็แอบประหลาดใจที่อีกฝ่ายมีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่คนที่มีแต่เปลือก
ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ จึงพูดคุยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
หยุนหวยคังพอฟังรู้เรื่องอยู่บ้าง แต่ก็แทรกอะไรไม่ได้ จึงนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ
หยุนเซิงเซิงนั่งอยู่ในอ้อมแขนพ่อ ตั้งใจเงี่ยหูฟังเช่นกัน
【ถึงได้บอกไงว่าพี่เขยใหญ่ในอนาคตจะเป็นคนสำคัญ ดูสิ พอพูดเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน เขาก็อธิบายได้เป็นฉาก ๆ ไม่ใช่พวกท่องตำราจนหัวทึบ แต่เป็นคนที่ทำงานจริงได้】
【ถ้าอยากให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ก็ต้องมีคนเก่งแบบพี่เขยใหญ่ให้มาก ๆ】
แม้หยุนหวยคังจะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย ลูกเขยคนโตคนนี้ไม่มีปัญหา เป็นลูกสาวของตนต่างหากที่เอาแต่ใจเกินไป
