ซูชิงลั่วพลันตื่นตระหนก
วันเดียวถูกเขาพบเห็นว่าร้องไห้ถึงสองครา ช่างน่าอายยิ่งนัก
เมื่อครู่ชำเลืองมองในศาลาพลางคิดว่าไม่มีผู้ใด บัดนี้คาดว่าถูกเสาค้ำบังไว้
สายลมอ่อนพัดผ่าน กลิ่นสุราจาง ๆ บนกายบุรุษก็ลอยมา
วันนี้เขาเพิ่งกลับตระกูลลู่ ยากจะเลี่ยงการร่วมงานเลี้ยงกับแต่ละสาขาของตระกูลลู่ คาดว่าหลังดื่มสุราแล้วมาพักผ่อนที่นี่ กลับถูกนางรบกวนเสีย
อารมณ์เขาไม่สู้ดีอย่างเห็นได้ชัด ซูชิงลั่วไม่กล้าทำให้เขาขุ่นเคืองอีก จึงคารวะพลางว่า “ไม่ทราบว่าซานเหย่อยู่ที่นี่ ชิงลั่วเสียมารยาท ชิงลั่วขอตัวลา”
“หยุดก่อน” หลูเหิงจือกล่าวเสียงเรียบ
น้ำเสียงเขาแฝงไว้ซึ่งอำนาจบาตรใหญ่ที่ไม่อาจโต้แย้ง ซูชิงลั่วหยุดฝีเท้าอย่างไม่รู้ตัว
เสียงเขาค่อนข้างเยือกเย็น “ถามเจ้า เหตุใดจึงร้องไห้อีก?”
ซูชิงลั่วเม้มริมฝีปาก——เรื่องเช่นนี้ จะนำไปเล่าให้เขาผู้เป็นชายต่างเรือนฟังได้อย่างไร?
นางไม่ตอบอยู่นาน ได้ยินเขาถามอีก “เป็นอะไร? ข้อเท้าแพลงอีกแล้วรึ?”
ซูชิงลั่วหน้าแดงระเรื่อ อยากหาช่องดินแทรกตัวลงไปนัก
โชคดีที่ซ่งเหวินมาในเวลานี้
มือหนึ่งถือโคมแก้วใส อีกมือหนึ่งหิ้วกล่องอาหาร วิ่งเข้ามาพลางว่า “นายท่าน เมื่อครู่ท่านดื่มสุรามามาก ทรงดื่มซุบแก้เมาสักถ้วยเถิด”
หันมาเห็นซูชิงลั่วก็ตกตะลึง “คุณหนูซูอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ซูชิงลั่วหลุบตาลง ไม่ออกเสียง
หลูเหิงจือบอกใบ้ให้ซ่งเหวินวางกล่องอาหารบนโต๊ะหินในศาลา รับโคมมาพลางว่า “ไปเฝ้าด้านนอก”
ซ่งเหวินตกใจในใจ รีบตอบรับ
นายท่านของเขาตั้งแต่สอบได้จอหงวนแล้ว ในเมืองหลวงมีสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่มาสู่ขอมากมายนัก หนึ่งในนั้นไม่น้อยเป็นเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง ยิ่งมีสตรีมากมายไม่เปิดเผยก็ลับ ๆ เข้าหาอย่างใกล้ชิด ไม่เคยเห็นเขาสนใจหญิงสาวผู้ใด
วันนี้นี่เป็นการละเว้นกฎให้แก่ซูชิงลั่วเป็นครั้งที่สองแล้ว
เพียงแต่——คุณหนูซูผู้นี้ดูเหมือนจะหมั้นหมายแล้วนะ?
นายท่านของพวกเขาคงไม่?
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ซ่งเหวินที่เฝ้าประตูอยู่พลันขาอ่อนโดยไม่รู้ตัว ชำเลืองเข้าไปด้านใน เงาร่างทั้งสองดูเหมือนอยู่ใกล้กันขึ้น
หลูเหิงจือยกโคมในมือขึ้นเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบ “ขึ้นมา”
ใต้แสงโคม ใบหน้าเล็กซีดขาวของซูชิงลั่วแฝงความดื้อรั้น หางตาแดงระเรื่อ นางไม่ขยับ
หลูเหิงจือกล่าวต่อ “เช่นนั้นจะให้ข้าลงไป?”
ซูชิงลั่วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ครู่หนึ่งจึงก้าวขึ้นบันได เข้ามาในศาลา แล้วคารวะเขาอีกครั้ง
หลูเหิงจือถอดปลอกโคมวางบนโต๊ะกลมในศาลา นั่งลงแล้วเปิดกล่องอาหาร หยิบซุบแก้เมาชามนั้นขึ้นมาดื่มอย่างเนิบนาบจนหมด จึงเอื้อนเอ่ย
“หลูเหยี่ยนรังแกเจ้าอย่างไร?”
ซูชิงลั่วพลันตกใจเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ไม่เหมือนตอนกลางวันที่เขาถามนางว่า “ใครรังแกเจ้า” ครั้งนี้น้ำเสียงเป็นการฟันธง สมกับเป็นผู้พลิกฟ้าฝนในราชสำนัก กลับคาดเดาได้แล้ว
ซูชิงลั่วหลุบตาลง ครู่หนึ่งมิได้ตอบวาจา
หลูเหิงจือรอนางครู่หนึ่ง กล่าวอีกว่า “บอกมา ข้าจะออกหน้าให้”
น้ำเสียงกลับมีความอดทนยิ่ง
ซูชิงลั่วยิ่งประหลาดใจ ลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เพียงเอ่ยเสียงเบา “ไม่มี”
เขาเป็นคนเรือนใหญ่ จะมาเป็นธุระให้นางได้อย่างไร?
ผู้ที่เป็นธุระให้นางได้ก็มีเพียงท่านยาย แต่ท่านยายร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนก่อน นางไม่อาจเอาเรื่องเช่นนี้ไปรบกวนนาง
อีกทั้ง ด้วยความสามารถของคนตรงหน้า ต่อให้นางไม่เอ่ย เขาก็ย่อมสืบหาสาเหตุได้รวดเร็ว
หากเอ่ยปากบอกไปจริง ๆ กลับอาจถูกตำหนิว่าไม่รู้ความ
ด้วยสัญชาตญาณจากการพึ่งพิงผู้อื่นหลายปี ซูชิงลั่วก็รู้ว่าควรทำเช่นไรอย่างรวดเร็ว
หลูเหิงจือลุกขึ้น ก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง
เขาแผ่รัศมีทรงอำนาจ มีแรงกดดัน ซูชิงลั่วก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เงยหน้าขึ้น
หลูเหิงจือสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวจันทร์ เย็นชาโดดเด่นดั่งจันทร์กระจ่างบนภูเขาหิมะขาวโพลน ไร้มลทิน
หน้าดั่งหยกงาม ไรผมเรียบกริบ คิ้วตาเย็นชา เสียงก็เยือกเย็น “ท่านไม่เชื่อข้า?”
น้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ซูชิงลั่วไม่ปริปาก
หลูเหิงจือแววตาลึกซึ้งขึ้น “ทำไมไม่ลองดูเล่า?”
ซูชิงลั่วหลุบตาลง “ชิงลั่วไม่กล้า ไม่มีสิ่งใดแท้จริง เป็นเพียงชิงลั่วคิดถึงบ้าน”
คำนี้กึ่งจริงกึ่งเท็จ มิได้เป็นการแก้ตัวลอย ๆ โดยสมบูรณ์
หลูเหิงจือมองนางครู่หนึ่ง ไม่บอกว่าเชื่อหรือไม่
ซูชิงลั่วคารวะอีกครั้ง “ยามวิกาลแล้ว ซานเหย่โปรดพักผ่อนเร็ว”
หลูเหิงจือไม่ได้กล่าวอะไรอีก ส่งโคมในมือให้นาง “ระวังระหว่างทาง”
ซูชิงลั่วอยากปฏิเสธ แต่เห็นดวงตาล้ำลึกของเขาก็รับโคมมาโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณซานเหย่ โคมนี้พรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำมาคืน”
“ไม่จำเป็น” หลูเหิงจือว่า “ข้าจะให้คนไปเอา”
ซูชิงลั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก สะดวกขึ้นมาก
สาวใช้ของนางไปหาเขาที่เรือนหน้า อย่างไรก็ไม่ค่อยเหมาะสม ง่ายต่อการถูกนินทา
อารมณ์เศร้าถุกหลูเหิงจือเบี่ยงเบนไป ซูชิงลั่วดีขึ้นมาก กลับถึงห้องก็นอนลง หลับสนิทในไม่ช้า
รุ่งเช้าตื่นขึ้นมา ซูชิงลั่วไปคารวะท่านยาย ฮูหยินทั้งหลายอยู่ที่นั่น หลิ่วซื่อก็ยืนอยู่ด้านข้างด้วย
เมื่อคืนท่านย่าลู่หนาวสั่นเล็กน้อย ศีรษะมึนงง สวมผ้าคาดหน้าผาก เมื่อเห็นนางแล้วก็โบกมือเรียกอย่างสนิทสนม “ชิงลั่วมาเร็ว เมื่อวานฝนตกกลางคืนหลับสบายไหม? เป็นหวัดหรือไม่?”
ซูชิงลั่วตาพลันร้อนผ่าวเล็กน้อย เข้าไปแนบอกท่านย่าลู่ “ชิงลั่วสบายดีทุกอย่าง คำนี้ควรข้าถามท่านยายถึงจะถูก ท่านออกไปเล่นยามวิกาลติดลมหรือไร จึงเป็นหวัด?”
ท่านย่าลู่อดหัวเราะไม่ได้ เอื้อมมือไปจิ้มแก้มนางทีหนึ่ง “ดูเจ้าลิงน้อยนี่พูดอะไร”
ซูชิงลั่วรับประทานอาหารเช้าที่นี่ของท่านย่าลู่ตามปกติ
ท่านย่าลู่พยายามฮึกเหิมขึ้นมากล่าว “ข้ามีอายุมาถึงปูนนี้ก็ควรถึงเวลาแล้ว แต่จะอย่างไรก็ต้องอยู่เห็นชิงลั่วของเราออกเรือนก่อน”
ในใจซูชิงลั่วพลันปร่าวร้าวโดยไม่รู้ตัว
หลิ่วซื่อกล่าวขึ้นทันที “ไม่เอ่ยร้าย ฮูหยินอายุยืนหมื่นปี ท่านไม่เพียงอยู่เห็นชิงลั่วออกเรือน นางคลอดเหลนชาย ท่านยังต้องช่วยดูแลอีกหลายปีเลย!”
ท่านย่าลู่พลันยิ้มแย้มดีใจ “พวกเจ้าดูภรรยาหลวงของพวกเจ้าสิ เป็นแม่สามีไม่ดูแล กลับให้ข้าดูแล นี่มันเรื่องอะไร?”
ทุกคนพลันหัวเราะขึ้นมา
ซูชิงลั่วไม่ได้ปริปากเลย นางรู้ว่าหลิ่วซื่อจงใจพูดเช่นนั้น เพื่อให้นางยอมแต่งกับหลูเหยี่ยนแต่โดยดี
ออกจากห้องของท่านย่าลู่ หลิ่วซื่อยิ้มพลางลากซูชิงลั่วเข้าไปในห้อง
หลูเหยี่ยนรออยู่ในห้องแล้วตั้งแต่แรก เห็นนางเข้ามา ก็ตบหน้าตัวเองก่อน
“น้องซู เมื่อวานเป็นความผิดข้าทั้งหมด ข้าสมควรตาย”
ฝ่ามือนี้แม้เสียงยังไม่มี
หลูเหยี่ยนเข้ามาจับมือนาง ถูกซูชิงลั่วสะบัดออก
หลูเหยี่ยนรีบหยิบหยกใสแผ่นหนึ่งส่งให้ซูชิงลั่วอย่างประจบ
“น้องซู นี่ข้าตั้งใจเลือกให้เจ้า ถือว่าเป็นการขอขมา ในใจข้า เจ้าเป็นที่หนึ่งเสมอ”
ซูชิงลั่วรับหยกมา ด้านหน้าแกะสลักเป็นลายดอกกล้วยไม้
นางไม่ชอบดอกกล้วยไม้ นางชอบดอกโบตั๋น
นางก็ไม่ชอบหยก หยกแตกง่าย ไม่แข็งแรงเท่าทองคำเงิน
ซูชิงลั่วเพิ่งตระหนักในตอนนี้ หลายปีมานี้เขาส่งของให้นางไม่น้อย แต่กลับไม่มีสักอย่างที่นางชอบ
ยังพร่ำพูดกับนางว่านางเป็นที่หนึ่งอีก
เห็นนางไม่ปฏิเสธ หลูเหยี่ยนดีใจในใจ รีบว่า “ข้าเพียงสงสารชะตาชีวิตเยียนหราน นางบิดาจากไปเร็ว ชีวิตยากจนข้นแค้น นางร่ำไห้กับข้าว่านางใกล้ปักปิ่นแล้วยังไม่มีปิ่นดี ๆ สักอัน ข้าจึงพานางไปเดินร้านเครื่องประดับ”
“เจ้าโปรดวางใจ ข้าอยากแต่งเจ้าเพียงผู้เดียว”
หลิ่วซื่อเห็นนางรับหยกแล้วก็รีบจูงมือนางพลางยิ้มว่า “ถูกต้องแล้ว เหยี่ยนเอ๋อเป็นเพียงหลงไปชั่วครู่ ชิงลั่วเจ้าใจกว้างหน่อยอย่าถือสาหาความมันเลย อีกไม่นานก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะมีเหตุผลทะเลาะกันทุกวันได้อย่างไร”
ซูชิงลั่วพลันหัวเราะเย็นชา ออกแรงขว้างหยกกระแทกพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
หลิ่วซื่อและหลูเหยี่ยนตกตะลึง
ซูชิงลั่วกล่าวเสียงเย็น “น่าเสียดายที่ข้าไม่อยากแต่งเจ้า การหมั้นนี้ข้าจะถอนให้ได้ เหตุผลพวกเจ้าสองคนรู้แก่ใจ หากพูดต่อไปก็มีแต่จะเสียความรู้สึก ข้าให้เวลาคุณน้ามาครึ่งเดือน หากคุณน้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ข้าได้แต่ต้องขอร้องท่านยาย”
หลิ่วซื่อตะโกนเสียงดัง “เหลวไหล! เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้สมควรไปรบกวนท่านยายเจ้าหรือ? ท่านยายเจ้าร่างกายไม่ดี เจ้าจะไม่กตัญญูเช่นนี้ได้อย่างไร?”