แม้หลูเหิงจือจะเป็นบุตรบุญธรรมในตระกูลใหญ่ แต่ปกติส่วนใหญ่เขาจะพักที่ลานเล็กในตรอกปาเถียว ที่นั่นใกล้ที่เข้าเฝ้าและเงียบสงบ แต่ละเดือนเขาจะกลับมาพักที่จวนสกุลลู่เพียงช่วงวันหยุดก่อนหลังไม่กี่วัน
เพราะเขาเคร่งครัดเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่กลับมา คนรับใช้จึงตื่นตัวราวกับเผชิญศึกใหญ่
เมื่อเทียบกันแล้ว สถานะของนางซูชิงลั่วในจวนช่างไม่น่าพูดถึงเลย
ซูชิงลั่วให้คนยกน้ำร้อนมาล้างหน้า และเปลี่ยนชุดสะอาด
แม้ร่มกระดาษน้ำมันจะเป็นสีขาวไม่สะดุดตา แต่นางก็ไม่กล้าเอามาผึ่งให้ใครเห็น ให้จื่อเยวียนตากไว้ในเรือน
ส่วนเสื้อคลุมตัวนั้น นางเก็บอย่างดีไว้เอง รอวันที่อากาศดีค่อยแอบซักตากแห้ง ก่อนส่งกลับไปพร้อมร่ม
แม้ใจนางจะบริสุทธิ์ แต่ของพวกนี้ก็ไม่กล้าให้ใครพบเห็น เกรงคนคิดไม่ดีจะสร้างเรื่อง
วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน ไม่ได้กินมื้อเที่ยง ซูชิงลั่วทั้งเหนื่อยทั้งหิว หมดเรี่ยวแรงจะโศกเศร้าให้หลูเหยี่ยน
แต่เวลานี้เลยเวลาเสวยแล้ว นางไม่อยากรบกวนผู้คน จึงกินของว่างง่ายๆ พอประทัง
ขนมหวานเลี่ยนเกินไป นางกินไปชิ้นเดียวก็เกินจะรับอีก
หมดใจจะปักชุดเจ้าสาวต่อ นางเลยปักถุงหอมฆ่าเวลา ไม่นานก็ได้ยินเสียงเด็กติดตามหน้าตาแปลกตะโกนเรียกพี่จื่อเยวียนอยู่ข้างนอก
จื่อเยวียนออกไปแล้วรีบกลับมา วางกล่องอาหารบนโต๊ะ “ซ่งเหวินคนสนิทของเหิงซานเหย่เอามาให้เองเจ้าค่ะ”
ซูชิงลั่วตกใจ “เหิงซานเหย่? เหตุใดเขาจึงส่งของมาให้ข้า”
“ซ่งเหวินบอกว่าเหิงซานเหย่กำชับมา ว่าคุณหนูตากฝนมา ดื่มน้ำขิงสักชาม กินซาลาเปาไส่น้ำมันไก่อีกจาน ไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว”
“ซาลาเปาน้ำมันไก่?” ซูชิงลั่วรีบเปิดกล่อง ชั้นบนสุดเป็นน้ำซุปไก่ร้อนกรุ่นหนึ่งชาม ข้างล่างเป็นซาลาเปาจานหนึ่ง กลิ่นหอมคุ้นเคยโชยมาจมูก
นี่เป็นของขึ้นชื่อของจินหลิง เป็นของโปรดยิ่งของนาง ทว่าเมื่อมาถึงเมืองหลวงก็ไม่เคยได้กินอีกเลย ไม่คิดว่าหลูเหิงจือจะส่งสิ่งนี้มาให้
เขารู้ได้อย่างไรว่านางไม่ได้กินมื้อเที่ยง?
แล้วน้ำขิงนี่ก็...
ซูชิงลั่วหิวถึงที่สุด เบื้องหน้าคือซาลาเปาไส้น้ำมันไก่ของโปรดที่ไม่ได้กินมานาน นางคิดว่าหลูเหิงจือคงเห็นนางเปียกฝนพอดีเลยมีน้ำใจส่งมา ไม่ได้คิดมาก ก็กินซาลาเปากับจื่อเยวียนจนหมด
เมื่ออิ่มแล้วนางก็มีแรง ตัดสินใจไปหาฮูหยินหลิวผู้เป็นน้าสะใภ้เพื่อถอนหมั้น
นางรู้สึกว่าบ่ายวันนี้เป็นเวลาที่เหมาะ เพราะหลูเหิงจือเพิ่งกลับมา สายตาทุกคู่จับจ้องเขา หากเอ่ยเรื่องถอนหมั้นตอนนี้ก็จะไม่เป็นที่สนใจมากนัก
ฝนยังไม่หยุด ฟ้าข้างนอกมืดมัว
ซูชิงลั่วกางร่ม จื่อเยวียนถือโคมแก้ว ไปส่งนางยังเรือนของฮูหยินหลิว
ฮูหยินหลิวกำลังตรวจบัญชีกับอิ๋งเยว่สาวใช้คนสนิท เมื่อเห็นนางเข้าก็รีบกวักมือ “ชิงลั่วมานี่ พอดีน้าสะใภ้จะสอนเจ้าดูแลบ้าน พอเจ้าแต่งเข้าตระกูล ข้าจะได้ปล่อยภาระพวกนี้เสียที”
ฮูหยินหลิวเป็นคนยิ้มหวานแต่ใจคด พูดจาเอาใจเก่ง
นางรักอำนาจและทรัพย์ ไม่มีทางยอมให้นางชิงลั่วดูแลบ้านเร็วเช่นนี้แน่
ซูชิงลั่วยิ้มพยักหน้า ยืนอดทนรอจนฮูหยินหลิวตรวจบัญชีเสร็จ แล้วจึงเอ่ยเสียงเบา “ข้ามีเรื่องอยากคุยกับน้าสะใภ้”
ฮูหยินหลิวฟังแล้วยิ้มมองนางแวบหนึ่ง “เรื่องอะไรจึงดูจริงจังนัก”
พลางโบกมือให้คนในเรือนออกไป
ซูชิงลั่วพูดตรงๆ “น้าสะใภ้ ข้าจะถอนหมั้นกับหลูเหยี่ยน”
ฮูหยินหลิวชะงักเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม จับมือนางไว้ “ดีๆ อยู่ เหตุใดจู่ๆ จะถอนหมั้น? หลูเหยี่ยนทำให้เจ้าขุ่นเคืองหรือ? วางใจเถิด น้าสะใภ้จะสั่งสอนเขาแทนเจ้า”
ฮูหยินหลิวปากว่ายังงี้ แต่ใจย่อมเข้าข้างลูกชายตน
อีกอย่างหลิวเยียนหรานก็เป็นหลานสาวข้างมารดา พักอยู่ห่างจากจวนสกุลลู่แค่ตรอกเดียว ถ้านางไม่ยินยอมด้วย หลิวเยียนหรานจะไปพัวพันกับหลูเหยี่ยนได้อย่างไร
ซูชิงลั่วส่ายหน้า “น้าสะใภ้ วันนี้ข้าไปดูเครื่องประดับที่ร้านจินจี้ เจอหลูเหยี่ยนกับหลิวเยียนหรานที่โรงน้ำชาพอดี พวกเขาทำท่าสนิทสนม เห็นได้ชัดว่าคบหากันมาระยะหนึ่งแล้ว ในเมื่อหลูเหยี่ยนชอบคุณหนูหลิว ข้าก็ยินดีช่วยให้สมหวัง”
ฮูหยินหลิวสีหน้าเปลี่ยน “เจ้าวางใจ น้าสะใภ้จะช่วยเป็นธุระให้ การถอนหมั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ข้าจะสอบถามก่อน แล้วพรุ่งนี้จะตอบเจ้า”
ซูชิงลั่วพยักหน้า ไม่ได้คาดหวังว่าจะตกลงกันเสร็จวันนี้ จึงขอตัวก่อน
ตอนออกมา ได้ยินฮูหยินหลิวสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ไม่ว่าคุณชายจะทำอะไรอยู่ เรียกเขามาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
เหมือนตั้งใจแสดงให้นางดู
ซูชิงลั่วกลับมาถึงเรือน ก็พบว่าถุงหอมบนตัวหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ นางเดินย้อนกลับไปหาแต่ไม่พบ หรือจะหล่นอยู่ในเรือนของฮูหยินหลิว?
นางกลับมาที่ลานบ้านฮูหยินหลิวอีกครา หญิงเฝ้าประตูสองคนกำลังกินเหล้าเล่นพนันกันอยู่ เห็นนางมา หนึ่งในนั้นรีบลุกจะเข้าไปแจ้ง
ซูชิงลั่วปกติไม่กล้าใช้ให้คนรับใช้ของสกุลลู่ทำงานให้ลำบาก จึงรีบเอ่ยขึ้นเบาๆ “พวกท่านเล่นต่อเถิด ข้าแค่ลืมถุงหอมไว้ จะเข้าไปหาเอง”
ซูชิงลั่วมาที่เรือนฮูหยินหลิวบ่อย แถมยังหมั้นกับหลูเหยี่ยน หญิงเฝ้าประตูจึงคิดว่าไม่เป็นไร อีกทั้งนางก็อำนวยความสะดวกให้ จึงกล่าวขอบใจคุณหนูแล้วนั่งลงต่อ
เมื่อเข้าไปแล้วนางก็ไม่รบกวนฮูหยินหลิว ทำเพียงถามอิ๋งเยว่สาวใช้คนสนิทเบาๆ ว่าถุงหอมตกอยู่หรือไม่ ฝากนางช่วยเข้าไปหาในเรือนให้
อิ๋งเยว่เข้าไปหาอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พบ คิดว่าซูชิงลั่วคือคุณหนูสะใภ้ในอนาคต ต้องเอาใจอยู่บ้าง จึงพาสาวใช้ผู้น้อยสองคนไปช่วยนางหา
ซูชิงลั่วก็คิดขึ้นได้อีก “หรือจะหล่นอยู่ในเรือนท่านย่า ข้าไปดูหน่อย”
ทั้งสองฝ่ายจึงแยกกันหา
ทางเรือนท่านย่าไม่พบ ซูชิงลั่วก็วนกลับมาที่เรือนฮูหยินหลิว ยังไม่เห็นทั้งอิ๋งเยว่และสองสาวใช้ผู้น้อย
ซูชิงลั่วกำลังจะออกไปตามหา ก็ได้ยินเสียงแหลมแสบแก้วหูดังมาจากในห้องของฮูหยินหลิว —
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ระวัง? ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้รอให้ซูชิงลั่วเข้าตระกูลก่อน แล้วเจ้าจะทำอะไรก็ตามใจ? ยังจะก่อเรื่องพรรค์นี้อีก?”
“พรุ่งนี้เจ้าไปขอขมาชิงลั่ว แม้ต้องคุกเข่าก็ต้องขอให้นางให้อภัย!”
ซูชิงลั่วแปลกใจอยู่บ้าง ไม่คิดว่าฮูหยินหลิวจะเห็นความสำคัญของนางมากกว่าที่คิด
แต่แล้วคำพูดต่อมากลับเป็น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสินเดิมของนางแค่เงินสดก็มากถึงสามแสนตำลึง ยังมีที่นาและร้านค้า แต่งนางเข้าก็พอให้พวกเราในจวนหย่งซุ่นป๋อใช้ไปทั้งชีวิต”
“ไม่ว่าเจ้าจะใช้อุบายใด ต้องหลอกล่อนางให้อยู่ต่อ”
“คำพวกนี้เจ้าพร่ำว่ามาเป็นพันรอบแล้ว” เสียงหลูเหยี่ยนไม่ใส่ใจนัก “วางใจเถิด ซูชิงลั่วจิตใจอ่อนหวาน พรุ่งนี้ข้าหลอกนางให้ดีเอง”
ซูชิงลั่วรู้สึกหนาวไปทั้งร่าง รีบถอยจากลานนั้น เดินเซไปตามทางกลับ
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้ความดีใจของหลูเหยี่ยนที่มีต่อนางตลอดมานี้มีเหตุผลเช่นนี้
นอกจากรังเกียจแล้ว สิ่งที่นางรู้สึกมากกว่าคือความโศกเศร้า
เดิมคิดว่าหลูเหยี่ยนแค่เปลี่ยนใจไปชอบหญิงอื่น
ไม่เคยนึกว่าความดีของเขาที่มีต่อนางนั้น เป็นการเข้าหาอย่างมีจุดประสงค์ตั้งแต่แรก
ปีนั้นเมื่อมาถึงจวนสกุลลู่ ท่านยายนอกได้เลี้ยงดูนางเองสองปี
ต่อมาท่านยายอายุมากแล้ว กำลังวังชาไม่พอ กำชับเป็นพิเศษให้ฮูหยินหลิวตระกูลรองดูแลนาง ซึ่งก็แฝงไว้ด้วยความตั้งใจจะให้ลงเอยกับหลูเหยี่ยน
หลายปีนี้ แม้ฮูหยินหลิวจะแสดงทีท่าสงวนท่าทีต่อนางอยู่บ้าง แต่นางก็ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนญาติแท้ๆ จริงใจต่อพวกเขาสุดหัวใจ
ยามฮูหยินหลิวป่วย นางเฝ้าดูแลไม่หลับไม่นอน เสื้อผ้าถุงหอมของหลูเหยี่ยนล้วนเป็นฝีมือปักเย็บของนางเอง ไม่เคยใช้สาวใช้ ของดีใดๆ ที่ร้านค้าส่งมา นางก็ยกให้พวกเขาก่อนเสมอ
ไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากสนิทใกล้ชิดเป็นญาติกับพวกเขา เพราะนางในโลกนี้ไม่มีญาติอื่นอีกแล้ว
ไม่เคยคิดว่าน้ำใจทั้งหมดจะถูกทรยศ
คนอื่นมองนางเป็นเพียงแกะอ้วนรอเชือด แทบอยากถลกหนังชำแหละ กินไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก
เพราะนางไม่ดี ไร้ค่าหรือ?
ซูชิงลั่วโศกเศร้าถึงขั้นไม่อยากกินมื้อค่ำ
ตกดึกฝนนอกหน้าต่างค่อยหยุด
นางอารมณ์ย่ำแย่ คว้าเสื้อคลุมคลุมตัวแล้วเดินไปยังสวนดอกไม้หลังจวน
ในสวนไร้ผู้คน เพิ่งฝนหยุดจึงเย็นชื้น
ซูชิงลั่วอดไม่อยู่ ทรุดลงหน้ารั้วดอกไม้สะอื้นไห้เบาๆ
นางช่างคิดถึงบิดามารดา หากทั้งสองยังมีชีวิต นางคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ราตรีมืดมิด น้ำค้างหนาหนัก
เหนือศีรษะพลันมีเสียงเย็นชาดังขึ้น “เหตุใดร่ำไห้อีกแล้ว?”
ซูชิงลั่วเงยหน้าขึ้นทันใด
ในศาลา หลูเหิงจือนั่งพิงราวระเบียง มองลงมาที่นางจากที่สูง ในความมืดมองสีหน้าเขาไม่ชัด รู้เพียงน้ำเสียงไม่พอใจนัก เหมือนขัดเคืองอยู่บ้าง