ปีนั้นทั้งสองตระกูลตกลงหมั้นหมายกัน เพื่อให้มีหน้ามีตา ตระกูลเซี่ยจึงกราบทูลขอพระราชโองการอวยพรงานวิวาห์นี้
ฮั่วหนิงอวี้ร่างแข็งทื่อ
นางเพิ่งหวนคืนชีพ เอาแต่เร่งรุดมาจับผิด มิทันนึกว่าทั้งสองมีพระราชโองการพระราชทานสมรส
นางมองไปยังบิดามารดาที่นั่งอยู่ตำแหน่งเจ้าบ้านอย่างสิ้นหนทาง
ฮั่วเผิงเฉิงและหรงฮวาจือก็ชะงักไปเช่นกัน
เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก
“หนิงอวี้ หากเจ้าแน่ว่ามิปรารถนาวิวาห์กับตระกูลเซี่ยหรือ” ฮั่วเผิงเฉิงเอ่ยถาม
บุตรสาวเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตน ย่อมมีแต่ตนที่ปวดใจ
วันนี้ล้วนมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ต่อให้บุตรสาวเข้าตระกูลเซี่ยก็มิอาจมีชีวิตที่ดี
“ท่านพ่อ หัวใจชายนั้นเมื่อเปลี่ยนแล้ว ต่อให้ใช้วัวสิบตัวก็ฉุดมิกลับ ข้ายอมอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อและท่านแม่ที่บ้านเกิดชั่วชีวิต ดีกว่าเข้าตระกูลเซี่ยไปถูกบีฑา”
“เด็กคนนี้ เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอันใด ข้ากับมารดาเจ้าเป็นสหายสนิทถึงในห้องหอ ไฉนเลยจะบีฑาเจ้า มีแต่จะดีกับเจ้ายิ่งกว่า” เซี่ยชื่อรีบประกาศจุดยืน
“ดี กระหม่อมยอมถูกฝ่าบาทกริ้ว ถูกถอดยศ ถูกทำทัณฑ์ ก็จะขอถวายฎีกาให้ฝ่าบาททรงเพิกถอนพระราชโองการพระราชทานสมรส” ฮั่วเผิงเฉิงตัดสินใจแน่วแน่
ตัวเขาดำรงตำแหน่งกรมคลังมาถึงขั้นนี้แล้วก็มิอาจเลื่อนขั้นสูงขึ้นไปอีก ชีวิตคนเราเพียงชั่วไม่กี่สิบปี เขาเคยรุ่งโรจน์มาแล้ว บุตรธิดาย่อมสำคัญกว่าอนาคตราชการ
“ท่านพี่ฮั่ว มิอาจทำได้ ฝ่าบาทกำลังรอจับผิดตระกูลเซี่ยของข้าอยู่ ท่านมิอาจทำร้ายให้ตำแหน่งจงอี้ป๋อของตระกูลข้าถูกริบหรอก” เซี่ยซวินร้อนรน
“แมลงวันมิอาจตอมไข่ไร้รอยร้าว บุตรชายเจ้าหาเรื่องใส่ตัว ต้องรับผิดชอบเอง” ฮั่วเผิงเฉิงว่า พลางลุกขึ้นหมายจะไป
เซี่ยซวินคว้าต้นแขนฮั่วเผิงเฉิงไว้ทันที มิให้เข้าเฝ้าฝ่าบาท
“โอ๊ะ ช่างคึกคักยิ่งนัก พรุ่งนี้สองตระกูลเซี่ยฮั่วก็จะร่วมบุญสัมพันธ์แต่งงาน เหตุใดจึงว่างมาชุมนุมกันในเรือนเล็กหลังนี้ได้” เสียงแหลมดังแทรกจากนอกประตู
ร่างสูงสง่าตระหง่านก้าวเข้ามาในโถง
สวมชุดกุ๋นคอกลมแขนแคบสีดำสนิท รัดเข็มขัดเก้าห่วงประดับพลอย ด้านนอกห่มผ้าคลุมครึ่งท่อนขนนก ช่างเป็นบุคลิกที่ทำให้ผู้พบเห็นหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“กระหม่อมคารวะท่านจงอี้ป๋อ ท่านราชเลขา” คนผู้นั้นย่างกรายเข้ามา เพียงประสานมือคำนับทั้งสองเล็กน้อย
“มิสมควร มิสมควร” เซี่ยซวินรีบคารวะตอบ หลังล้วนชุ่มเหงื่อเยียบเย็น
คนผู้นี้มาได้อย่างไร
ผู้มาเยือนมิใช่ผู้ใดอื่น แท้จริงคือองครักษ์เสื้อแพรแห่งกรมองครักษ์
สวมหน้ากากจงขุยสีเงินปิดบังใบหน้าเกินครึ่ง เหลือเพียงปากล่างให้เห็น ใช้ขู่เด็กน้อยให้หยุดร้องราตรีได้
ไม่เคยมีผู้ใดเห็นหน้าตาจริงของเขา รู้เพียงว่าเขาเรียก จ้าวเฮ่อ
ขุนนางคนโปรดเบื้องพระยุคลบาท
ควบคุมความปลอดภัยทั่วเขตพระราชฐาน สอดส่องตรวจตราขุนนางทั้งหลาย สืบข่าวกรอง รายงานตรงต่อฝ่าบาท
แม้ยศตำแหน่งเพียงขั้นหก ทว่าขุนนางใดพบหน้าต่างมิกล้าบังอาจ
ฮั่วหนิงอวี้จ้องมองบุคคลนี้ด้วยแววตาลุกวาว
ผู้อื่นมิรู้ว่าเขาเป็นผู้ใด แต่นางรู้
ยามวิญญาณล่องลอยนางเคยเห็นผู้คนและเรื่องราวในเมืองหลวงที่คนอื่นมองไม่เห็นมากมาย
เฮ่อ เป็นเพียงอักษรนามของเขา ซึ่งฮ่องเต้ประทานให้ นามเดิมคือ จ้าวปิ่งอวี้ หลานแท้ ๆ ที่ฮ่องเต้เลี้ยงดูแต่เล็ก เป็นซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งหวัง
ทว่ากลับมิเป็นที่โปรดปรานของจิ้งอ๋อง ถูกปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม ฝ่าบาททนมิอาจทอดพระเนตร จึงรับเข้าวังมาเลี้ยงด้วยพระองค์เอง
เขาเล่นสองบทบาทมาเนิ่นนาน
ยามสวมหน้ากากคือองครักษ์เสื้อแพรแห่งกรมองครักษ์ ยามถอดหน้ากากคือซื่อจื่อจวนจิ้งหวัง
“วันนี้กระหม่อมนั่งพักผ่อนที่ศาลาชาอยู่เพียงครู่เดียว ก็เห็นพวกเจ้าทั้งสองตระกูลมายังเรือนเล็กหลังนี้ คิดคบคิดสิ่งใดหรือ” จ้าวเฮ่อใช้ลีลาการเป็นขุนนาง
แท้จริงแล้ว เขาใคร่รู้จึงมาดู อีกทั้งเป็นสัญชาตญาณของหน้าที่
“ท่านจ้าวเข้าใจผิดแล้ว พวกข้าจะคบคิดสิ่งใดได้ ก็เพียงหารือเรื่องบุตรหลานจะแต่งงานพรุ่งนี้” เซี่ยซวินหัวเราะกลบเกลื่อน
อย่าให้เจ้าเด็กนี่สาวขึ้นมาล่ะ
ฮั่วหนิงอวี้เห็นท่าทีระมัดระวังของจงอี้ป๋อดังนั้น ในใจลอบเย้ยหยัน
สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์พลิ้วตามลม
เซี่ยเจิ้งหยางฝักใฝ่องค์ชายใหญ่เฉินอ๋อง
ส่วนองค์ชายใหญ่ก็หมายตาตำแหน่งกรมคลังของบิดา หวังเปลี่ยนเป็นคนของตน
เซี่ยเจิ้งหยางเป่าหูยุยงด้วยคำหว่านล้อมของเจียงหนิง แร้นแค้นต่อตระกูลฮั่วมานานแล้ว
สามีภรรยาคู่นี้วางแผนใส่ร้ายตระกูลฮั่วยักยอกทรัพย์ อีกทั้งเกี่ยวโยงคดีเมื่อครั้งอดีตที่บิดาออกนอกเมืองไปเป็นข้าหลวงตรวจการคดีเกลือเถื่อน รับสินบนเป็นเงินก้อนใหญ่ ฮ่องเต้ทรงพิโรธ ถึงขั้นให้ประหารทั้งตระกูลฮั่ว
และทั้งหมดนี้ ล้วนมีเจียงหนิงผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพื่อล้างแค้นให้บิดา
เซี่ยซวินในฐานะหัวหน้าตระกูล สนับสนุนการกระทำของบุตรชาย ด้วยเหตุนี้ตระกูลเซี่ยจึงได้สร้างผลงานใหญ่หลวง
ตำแหน่งจงอี้ป๋อที่เดิมล่อแหลมมิบ่มิอาจรักษาไว้ ยังได้เลื่อนขั้นเป็นโหฺวด้วย
ครุ่นถึงสิ่งเหล่านี้ ฮั่วหนิงอวี้ใจลุกโชนด้วยความแค้น
ทว่าเรื่องเหล่านั้นยังมิทันเกิด ไม้กระบองเดียวมิอาจฟาดให้ตระกูลเซี่ยล้มครืนลงได้
ทันใดนั้น นางก็ปิ๊งแวบ
“ตุบ” คุกเข่าลงเบื้องหน้าจ้าวปิ่งอวี้
“ท่านจ้าว วิวาห์ตระกูลเซี่ยกับตระกูลฮั่วของข้า เป็นพระราชทานสมรสฝ่าบาท ทว่าเซี่ยเจิ้งหยางกลับลักลอบคบชู้กับเจียงหนิงบุตรบุญธรรมตระกูลฮั่วของข้า วันนี้ถูกบิดามารดาข้าจับผิดบนเตียงได้คาหนังคาเขา
คนชั้นต่ำไร้ซึ่งความละอายเช่นนี้ ข้าไม่ขอแต่งด้วย ข้าทราบดีว่าท่านจ้าวไม่ยอมให้มีธุลีเข้าตาแม้แต่เม็ดเดียว ได้โปรดชี้ขาดให้ข้าน้อยด้วย”
สิ้นคำ ฮั่วหนิงอวี้ก็โขกศีรษะคำนับอย่างสุดซึ้ง
เมื่อครู่ที่บิดากล่าวว่าจะยอมสละราชการเข้าวังทูลขอฝ่าบาทเพิกถอนพระราชโองการพระราชทานสมรส
ทว่าบิดาลำบากตรากตรำนานปีจนถึงตำแหน่งวันนี้ อีกทั้งได้รับความเชื่อพระทัยจากฮ่องเต้ยิ่ง
มิอาจต้องเสียอนาคตราชการเพราะนาง
ทั้งครอบครัวล้วนพึ่งพาบิดา
หากจ้าวปิ่งอวี้ยินดีช่วย คำเดียวของเขาย่อมมีน้ำหนักคูณสิบเท่าบิดา
และที่บังเอิญยิ่งก็คือ จ้าวปิ่งอวี้เป็นผู้ถูกกระทำให้เจ็บปวดจากบิดาที่มิอาจแต่งกับหญิงในดวงใจเป็นชายาเอก
“โอ้ ยังมีเรื่องเช่นนี้อีกหรือ” เสียงยียวนของจ้าวปิ่งอวี้แฝงความเยือกเย็น
เขาเกลียดชังชายเช่นนี้ที่สุด
“ใช่”
จ้าวปิ่งอวี้มองไปที่ฮั่วเผิงเฉิง
“เฮ้อ เคราะห์ร้ายในตระกูล” ฮั่วเผิงเฉิงถอนใจยาว
เขาล่วงรู้นัยของบุตรสาวแล้ว
“ยังต้องขอแรงท่านจ้าวช่วยเหลือ” ฮั่วเผิงเฉิงลดฐานะ ค้อมตัวคำนับจ้าวปิ่งอวี้
จ้าวปิ่งอวี้หันไปมองฮั่วหนิงอวี้ซึ่งคุกเข่าอยู่กับพื้น
สตรีที่เก่งกาจฉวยโอกาสเช่นนี้ อาจหาญร้องขอถึงหน้าเขา ช่างมีหัวใจทรนงนัก
สตรีชาวหอห้องทั่วเมืองหลวง หามีผู้ใดไม่เกรงกลัวเขา
“กระหม่อมต้องช่วยเจ้าด้วยเหตุใด” จ้าวปิ่งอวี้กับผู้ใดล้วนมิมีสัมพันธ์ เขาอยากเห็นว่าสตรีนางนี้จะอ้างเหตุใดโน้มน้าวให้เขาช่วย
“ท่านจ้าว หากท่านช่วยให้ข้าถอนหมั้นได้สำเร็จ ข้ามีข่าวสำคัญหนึ่งแจ้งให้ทราบ” ฮั่วหนิงอวี้คาดไว้แล้วว่าเขามิอาจลงมือง่าย ๆ
ก่อนนางจะคุกเข่า ในใจได้เตรียมเดิมพันแลกเปลี่ยนไว้แล้ว
“ข่าวอะไร” จ้าวปิ่งอวี้ฉงน
ฮั่วหนิงอวี้ลุกจากพื้น “เรียนท่านแนบหู”
จ้าวปิ่งอวี้จ้องมองนางสองสามลมหายใจ สำรวจสตรีอาจหาญนางนี้ ใคร่ครวญว่านางมีสิ่งใดที่อาจทำให้เขาใจเต้น
ทว่าฮั่วหนิงอวี้กลับสง่า ไม่หวั่นเกรง
เขาก้มศีรษะลง
ฮั่วหนิงอวี้แนบเข้าไป กระซิบประโยคหนึ่งข้างหูเขา
ทำให้จ้าวปิ่งอวี้สะท้านไปทั้งร่าง “คำนี้จริงแท้หรือ”
ฮั่วหนิงอวี้หนักแน่นผงกศีรษะ
“มีใคร” จ้าวปิ่งอวี้ตะโกนเสียงดัง
ทหารองครักษ์คู่ใจถือมีดสองนายวิ่งพรวดเข้ามา “ท่านผู้ใหญ่”
“จับซื่อจื่อแห่งจงอี้ป๋อกับสตรีข้างกายนางมาควบคุมเข้าวัง” จ้าวปิ่งอวี้กวาดตามองเซี่ยเจิ้งหยางซึ่งอ้าปากค้างมานานแล้ว
“ท่านจงอี้ป๋อ ท่านฮั่ว เชิญ” เขาทำมือเชื้อเชิญ
จงอี้ป๋อมิบังอาจขัดขืน
สมาชิกทั้งสองตระกูลไม่ขาดแม้แต่คนเดียว ล้วนถูกคุมเข้าวัง
เมื่อถึงท้องพระโรงทรงอักษร ฮ่องเต้เฉียนเต๋อกำลังทรงอนุมัติฎีกา อายุห้าสิบสองย่างเข้าแล้ว ไรผมขาวโพลนไปด้วยวัย
“กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท” จ้าวปิ่งอวี้ค้อมตัวถวายความเคารพ
ผู้คนอื่น ๆ พากันคุกเข่าถวายบังคม
ทว่าสายพระเนตรของฮ่องเต้เฉียนเต๋อกลับทอดอยู่ที่จ้าวปิ่งอวี้แต่ผู้เดียว
“วันนี้มิใช่ให้เจ้าหยุดพักหรือ ไฉนกลับเข้าวังมาอีกเล่า”
“ฝ่าบาท วันนี้กระหม่อมพบเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง จึงตั้งใจนำเข้าวังให้พระองค์ทรงพระสำราญ” จ้าวปิ่งอวี้ทูลตามอำเภอใจ
“เรื่องใดหรือ”
จ้าวปิ่งอวี้กวักมือบอกฮั่วหนิงอวี้
ฮั่วหนิงอวี้คลานเข่าเข้ามาสองสามก้าว คุกเข่าลงตรงพระพักตร์ฮ่องเต้เฉียนเต๋อ
“ข้าน้อยฮั่วหนิงอวี้ ขอฝ่าบาททรงชี้ขาดให้ข้าน้อยด้วย”
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องวันนี้ถ้วนทั่ว ขณะเดียวกันน้ำตาก็ร่วงราวสายลูกประคำ น่าสงสารยิ่งนัก
ฮ่องเต้เฉียนเต๋อสดับแล้ว กลับมิได้ตรัสสิ่งใดเลย ตรงข้าม กลับทอดพระเนตรไปที่จ้าวปิ่งอวี้
ไอ้หนูนี่ไม่เคยแยแสเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
เปลี่ยนอุปนิสัยตั้งแต่เมื่อใด
ทอดพระเนตรฮั่วหนิงอวี้ที่คุกเข่าอยู่กับพื้นอีกครั้ง ผิวขาวโฉมงาม อีกทั้งดวงตาแวววามเป็นพิเศษ หน้าตาสะสวยน่าเอ็นดู
หรือว่าไอ้หนูนี่ไม้แก่จะผลิดอก หลงเสน่ห์บุตรสาวผู้นี้เข้าแล้ว