เสียงอึกทึกด้านนอกค่อย ๆ เบาลง ฉีเส้าถิงมองออกไปนอกหน้าต่าง วางกาน้ำชาลงแล้วลุกขึ้นยืน
“ใกล้ได้เวลาแล้ว” เขายื่นมือให้นาง รอยยิ้มยังคงอ่อนโยนเหมือนเคย “พวกเรากลับบ้านกันเถิด”
เสวียเจียเหยียนมองมือที่ยื่นมานั้น เนิ่นนานนักหนา นางจึงค่อย ๆ ยกมือขึ้น วางลงบนมือเขาแผ่วเบา
“ได้สิ” นางเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงแฝงความคาดหวังอันเยียบเย็นที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่ทันสังเกต “พวกเรากลับบ้านกัน”
เมื่อเสียงเอี๊ยดอ๊าดของบันไดดังขึ้นอีกครั้ง หัวใจของเสวียเจียเหยียนกลับสงบนิ่งดุจบ่อน้ำเก่าแก่ไร้คลื่นลม นางรู้ว่า ณ มุมเลี้ยวนั้น เด็กหนุ่มในชุดคลุมแพรสีดำสนิทกำลังจะได้พบกับนาง
ฉีเส้าถิงประคองเสวียเจียเหยียนเดินมาถึงปากบันได เสวียเจียเหยียนหลุบตาลง นับขั้นบันได
หนึ่งขั้น สองขั้น สามขั้น... ถึงขั้นที่เจ็ด เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นชุดหนึ่งดังมาจากชั้นล่าง
ชายชุดคลุมแพรสีดำลวดลายเร้นสายตาแวบเข้ามาในสายตาก่อน จากนั้นคือป้ายหยกหยางจือที่ห้อยตรงเอว สุดท้ายคือใบหน้าอ่อนเยาว์แต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม
เจียงเสวียนซูบผอมกว่าในความทรงจำอีก กรามล่างตึงแน่น ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นวาววามด้วยแสงเย็นเยียบภายใต้แสงประทีป
องครักษ์ที่ติดตามมาล้วนสำรวมลมหายใจ แม้แต่ลมหายใจก็ยังเก็บกลั้นไว้ มีเพียงจางหงเป่าหัวหน้าขันที ที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแต่กลับแย้มรอยยิ้ม เผยความเฉียบแหลมภายใต้แสงสลัว
ฮ่องเต้มาที่นี่จริง ๆ ด้วย
หัวใจของเสวียเจียเหยียนกลับไร้ซึ่งคลื่นไหวสะเทือนแม้สักน้อย
ชาติก่อน ณ เวลานี้ นางหวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้าน แทบอยากรวบตัวซุกเข้าไปในอ้อมอกของฉีเส้าถิง แต่ตอนนี้ นางได้แต่ยืนนิ่งสงบ มองคนเหล่านั้นก้าวขึ้นบันได ชมละครที่รู้เรื่องราวล่วงหน้ามานานแล้ว
สายตาของเจียงเสวียนกวาดผ่านใบหน้านางแวบหนึ่ง เช่นเดียวกับชาติก่อน แรกเริ่มมีความยินดีเล็กน้อย จากนั้นก็คลุมด้วยความพิจารณา สำรวจค้นหา เท้าของเขาหาได้หยุดยั้ง มุ่งหน้าเดินขึ้นไป ชายชุดสีดำแตะผ่านชายกระโปรงนาง นำพากลิ่นหอมกำยานหลงเซียนจาง ๆ มาให้
ชั่วขณะที่เดินผ่านกัน เสวียเจียเหยียนสังเกตเห็นว่าจางหงเป่าสบตากับฉีเส้าถิงแวบหนึ่ง
ทุกสิ่งเหมือนดังชาติก่อน เขาเดินผ่านนางไป หยุดอยู่ที่ทางเลี้ยว องครักษ์ที่ติดตามมาก็หยุดลงด้วย เสวียเจียเหยียนหันกลับไปมองด้วยความสงสัย
สิ่งที่ต่างจากชาติก่อนคือ ครั้งนั้นนางตื่นตระหนก รีบหลุบสายตาลง หลบหน้าลงในอกของฉีเส้าถิง ไม่กล้ามองอีก
ชาตินี้ เสวียเจียเหยียนยังคงหันกลับไปมอง เมื่อประสานดวงตาล้ำลึกของฮ่องเต้ นางกลับยิ้มบาง ๆ ให้ รอยยิ้มนั้นจางมาก หางตาโก่งโค้ง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
ฮ่องเต้คาดไม่ถึงว่านางจะยิ้มให้ เขาชะงักงันไปชั่วครู่ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ราวกับอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง
เสวียเจียเหยียนรู้ว่าเขาต้องการพูดสิ่งใด เขาอยากเอ่ยชื่อ “จิ้งชู”
นี่คือรอยยิ้มที่นางฝึกหน้ากระจกทองสัมฤทธิ์นับครั้งไม่ถ้วน เลียนแบบมาจากสีหน้าบนรูปภาพเดียวของจ้าวจิ้งชู ซึ่งจางหงเป่าเคยให้นางดูเมื่อครั้งนั้น
เจียงเสวียนตะลึงงันจริง ๆ ริมฝีปากของเขาขยับ ลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลง ในดวงตาคู่นั้นที่มักแฝงความเย็นชา กลับมีแววตาสับสนซับซ้อน สับสนพลางพิจารณาสำรวจ
ฉีเส้าถิงก้มศีรษะลง เอ่ยด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “เจียเจีย พวกเราไปกันเถิด”
น้ำเสียงของเขาแฝงความลนลานอยู่เล็กน้อย
จนกระทั่งลงจากชั้นล่าง เดินออกจากโรงน้ำชา สายลมยามราตรีที่หนาวเหน็บพัดปะทะใบหน้าเต็มที่ ฉีเส้าถิงจึงปล่อยแขนของนาง ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่บนใบหน้ายังคงสงบนิ่ง “เจียเจีย ท่านผู้มีฐานะสูงศักดิ์เมื่อครู่ ดูเหมือนเป็นถึงชนชั้นสูง เจ้าก็บังอาจนัก กล้าดีอย่างไรหันกลับไปมอง...”
เสวียเจียเหยียนเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์ต้องใบหน้านาง สะท้อนให้ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวจนน่าตกใจ “ข้าว่าท่านผู้สูงศักดิ์นั้นไม่เหมือนคนที่โมโหแล้วจะระบายใส่ผู้อื่นตามอำเภอใจนะเจ้าคะ อีกอย่าง เป็นเพียงแค่พบหน้ากัน ท่านคงไม่จดจำข้าหรอก”
นางแสร้งพูดเสียสบาย ๆ ฉีเส้าถิงอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
ขณะนี้ ณ ห้องชั้นบนของโรงน้ำชา เจียงเสวียนกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดมองเงาของคนทั้งสองที่อยู่ด้านล่างซึ่งค่อย ๆ ห่างไกลออกไป
จางหงเป่ายืนอยู่ด้านหลังเขาด้วยท่าทางระมัดระวัง แม้แต่ลมหายใจหนัก ๆ ก็ไม่กล้าปล่อยออกมา
เจียงเสวียนเอ่ยขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงค่อนข้างหม่นมัว “จางหงเป่า โรงน้ำชานี้ใครเป็นคนกำหนด”
จางหงเป่าโน้มตัวน้อมตอบ “ทูลฝ่าบาท เป็นผู้น้อยกำหนดเองพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทตรัสว่าเทศกาลตรุษจีนออกพระแสงไสวอยากร่วมสุขกับราษฎร ผู้น้อยคิดว่าโรงน้ำชาเจินโหลวแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการชมประทีปในเมืองหลวง จึงกำหนดห้องไว้ ผู้น้อยก็ไม่ทราบว่าคืนนี้ไทเฮาจะทรงสนทนากับฝ่าบาทนานเพียงนี้ โชคดีที่ประทีปเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังสว่างอยู่”
เจียงเสวียนเหลือบตามองจางหงเป่าแวบหนึ่ง ยกจอกชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ กลับลุกขึ้นเดินไปริมหน้าต่างดูประทีปด้านนอก
ในใจจางหงเป่าไม่เป็นสุขนัก กระวนกระวายยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ
ครู่ใหญ่แล้ว เจียงเสวียนเอ่ยอย่างแผ่วเบาคำพูดหนึ่ง “จางหงเป่า คนสองคนเมื่อครู่ เจ้ารู้จักหรือ”
จางหงเป่าแอบถอนหายใจโล่งอก รีบคลี่ยิ้มเต็มใบหน้า ริ้วรอยขยำรวมกันเป็นดอกเบญจมาศ กราบทูลว่า “ฝ่าบาท ผู้น้อยรู้จักพ่ะย่ะค่ะ ผู้น้อยเพิ่งหาบ้านพักใหม่ในตรอกซอกซอยแมวตา เมื่อครู่ทั้งสองคนนั้นเป็นเพื่อนบ้านในตรอกเดียว แซ่ฉี คุณหนูผู้นั้น ฝ่าบาทคงเคยได้ยินนามท่านหลานตระกูลเสวียจวนซู่กั๋วกง คุณหนูผู้นั้นเป็นบุตรสาวที่ท่านหลานตระกูลเสวียมีกับนายหญิงข้างนอกพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวียนหันกลับมา ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าถึงรู้ละเอียดเพียงนี้”
สายตาของเขาแฝงความพินิจพิเคราะห์
ใจของจางหงเป่าเต้นรัวโครมหนึ่ง รีบโน้มตัวกราบทูล “ทูลฝ่าบาท คุณชายฉีเข้ากันได้ดีกับผู้น้อย มักมาดื่มชา พูดคุยที่บ้านผู้น้อย ผู้น้อยจึงพอทราบเรื่องมาบ้าง”
สีหน้าของเจียงเสวียนผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นรอยยิ้ม เขาเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะ เอ่ยเสียงเบา “คนเช่นนั้น คู่กับนางนับว่านางเสียน้ำใจ”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาราวกับพูดกับตนเอง
จางหงเป่ารีบคล้อยตาม “ฝ่าบาทตรัสถูกต้องแล้ว คุณหนูตระกูลเสวียนมีรูปโฉมและกิริยางดงามเป็นเลิศ เพียงแต่ชาติกำเนิดนี้... น่าอึดอัดยิ่งนัก หาครอบครัวดี ๆ ไม่ได้ จึงจำใจแต่งงานต่ำศักดิ์ลงมาเข้าตระกูลฉี แม้กระทั่งเรือนในตรอกซอกซอยแมวตาก็เป็นสินสมรสที่ตระกูลเสวียมอบให้”
เขาแอบเงยหน้าชำเลืองดูสีหน้าของเจียงเสวียน เห็นเขาไม่ตอบรับอะไร จึงรู้จักกาลเทศะปิดปากเงียบ
จางหงเป่าใช้ความคิดเหล่านี้ ก็เพื่อต้องการเอาใจฮ่องเต้นั่นเอง
เจียงเสวียนขึ้นครองราชย์ได้กว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ท้องพระโรงยังคงว่างเปล่า แม้แต่นางในก็ไม่เคยแตะต้อง
ตอนที่จางหงเป่าช่วยจัดการของเก่าให้เจียงเสวียน เห็นภาพวาดของหญิงสาวคนหนึ่งเข้า เขาสอบถามจากคนเก่าหลายคนที่เคยรับใช้เจียงเสวียนมาก่อน ทุกคนดูอยู่นาน บอกว่าคล้ายกับนางในคนหนึ่งในวังเย็น ชื่อว่า จ้าวจิ้งชู ตายไปได้หลายปีแล้ว
เจียงเสวียนเติบโตในวังเย็นพอดี อายุสิบสี่ปีถึงย้ายออกจากวังเย็น
จางหงเป่าเป็นคนเก่าเหลือมาจากวังของจักรพรรดิองค์ก่อน มาอยู่ข้างกายเจียงเสวียนได้กว่าหนึ่งปี ยังจับทางอารมณ์ของนายผู้นี้ไม่เคย เขาอยากเอาใจ จึงให้คนไปสืบหา หญิงที่หน้าตาเหมือนกับสตรีในภาพวาด
นับว่าเป็นความบังเอิญ หลังจากที่จางหงเป่าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าขันทีในวังแล้ว ซื้อบ้านใหม่ในตรอกซอกซอยแมวตา ครั้งแรกไปก็เหลือบเห็นเสวียเจียเหยียนเข้า
และเสวียเจียเหยียนก็มีส่วนคล้ายกับสตรีในภาพวาดนั้นจริง ๆ
จางหงเป่าจึงเกิดความคิด ให้ฮ่องเต้ได้เห็นหน้าเสวียเจียเหยียนสักครั้ง
เดิมทีเขาคิดว่าฮ่องเต้จะรับสั่งให้รับตัวนางเข้าวังทันที แต่เจียงเสวียนเพียงประคองจอกชาไว้ มองประทีปนอกหน้าต่างเหม่อลอย ไม่เอ่ยถึงเสวียเจียเหยียนอีกแม้แต่คำเดียว
จางหงเป่าเกิดความสงสัยในใจ แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก