หลายวันมานี้ เสวียเจียเหยียนเฝ้าปรนนิบัติถังจื่อทุกวัน ความหวาดหวั่นและความอิ่มเอมที่ได้นางคืนมา ทำให้นางไม่อาจห่างจากบุตรสาวได้แม้เพียงชั่วครู่ ถังจื่อที่เดิมนอนกับแม่นม บัดนี้ทุกคืนต้องนอนในอ้อมกอดของเสวียเจียเหยียน
นางอ้างเหตุที่บุตรสาวต้องการมานอนด้วย เพื่อไล่ฉีเส้าถิงไปนอนที่ห้องหนังสือ
ฉีเส้าถิงแอบสังเกตเสวียเจียเหยียนอย่างตั้งใจ นอกจากนางจะห่วงใยบุตรสาวเป็นพิเศษแล้ว เสวียเจียเหยียนก็ยังคงอ่อนโยนและสงบนิ่งเช่นเคย ราวกับเหตุการณ์ชั่วพริบตาในคืนเทศกาลหยวนเซียวนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เขาทั้งโล่งใจ แต่ก็ยังคงแฝงความกังวลอยู่บ้าง
เสวียเจียเหยียนไม่สนใจสายตาสำรวจของฉีเส้าถิง เพียงบางครั้งในยามที่ไม่มีผู้ใด นางจะส่องกระจกทองเหลืองฝึกแสดงท่วงท่าตามภาพวาดของจ้าวจิ้งชู
“สตรีในวังล้วนเชื่อฟังว่าง่าย เจ้าต้องเดินให้เบา เสียงพูดต้องนุ่มนวล ยามยิ้มให้หางตาหย่อนลงเล็กน้อย เช่นนี้จะดูอ่อนโยนกว่า…”
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านขันทีจางหงเป่าเคยให้คนมาสอนนางในชาติก่อน ตอนนั้นนางไม่สนใจความโปรดปรานของฮ่องเต้ เพียงทำส่ง ๆ ไม่เคยตั้งใจเรียนรู้จริง ๆ
เสวียเจียเหยียนคำนวณวันเวลา ตามเวลาของชาติก่อน เมื่อวานซืนจางหงเป่าก็ควรส่งคนมารับนางแล้ว ทว่าในชาตินี้ กลับไร้วี่แวว
หรือว่ารอยยิ้มของนางในวันนั้นจะจงใจเกินไป จนทำให้เจียงเสวียนเกิดความระแวง? ก็ถูกของเขา เขาเป็นคนช่างสงสัยและอารมณ์แปรปรวนอยู่แล้ว
ช้อนในมือที่ป้อนข้าวให้ถังจื่ออยู่นั้น เสวียเจียเหยียนหยุดนิ่ง แววตาหมองลงเล็กน้อย หากเป็นอย่างหลัง แผนการของนางคงต้องปรับเปลี่ยนเสียแล้ว
ขณะนั้น สือชุนสาวใช้เข้ามารายงานว่า “ท่านเขยกลับจากว่าราชการแล้ว ไปที่ห้องหนังสือ เชิญฮูหยินไปพบเจ้าค่ะ”
เสวียเจียเหยียนวางช้อน ลุกขึ้นเดินออกไป
ฉีเส้าถิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะชา มือถือกาเทน้ำชา ถ้วยน้ำชาใกล้เต็มแล้ว แต่เขาไม่รู้ตัว ชั่วครู่ น้ำชาก็ล้นออกมา เปียกชายเสื้อด้านหน้าของชุดขุนนาง
“ท่านพี่ นี่ท่านเป็นอะไรไป?” เสวียเจียเหยียนเอ่ยถาม
ฉีเส้าถิงจึงเพิ่งได้สติ เขาเงยหน้าขึ้นมองเสวียเจียเหยียนอย่างกะทันหัน แววตาวาบด้วยความลนลาน ก่อนถูกกดกลั้นไว้ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน “ไม่เป็นไร เพียงสองคืนมานี้พักผ่อนไม่พอ จึงใจลอยไปบ้าง”
เสวียเจียเหยียนหลุบตาลง ปิดบังรอยยิ้มหยันในแววตา พักผ่อนไม่พอ? เกรงว่าคงไม่ได้รับการตอบกลับจากจางหงเป่า เลยไม่สบายใจ กระทั่งนอนก็ไม่สงบกระมัง
“ท่านพี่เรียกข้ามา มีเรื่องอันใด?”
ฉีเส้าถิงจับมือเสวียเจียเหยียน กระซิบว่า “เจียเจีย ถังจื่อไปนอนกับแม่นมได้หรือไม่ คืนนี้ข้าอยากนอนกับเจ้า”
ยามกล่าวคำนี้ เขาดูละอายเล็กน้อย ราวกับขวยเขินยิ่งนัก ยังคงเหมือนบัณฑิตที่จะหน้าแดงเมื่อสบตาเสวียเจียเหยียน
เสวียเจียเหยียนแทบจะปรบมือให้ฉีเส้าถิง แม้แต่ตัวเอกของคณะงิ้วที่ดีที่สุดในเมืองหลวง เกรงว่าก็ไม่มีฝีมือการแสดงเช่นเขา
นางวางสีหน้าเรียบเฉย กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านพี่ ถังจื่อยังเล็กอยู่ สองคืนนี้นางฝันร้าย กลางคืนต้องให้ข้ากอดจึงจะหลับสบาย ท่านพี่อดทนอีกสักสองสามวันเถิด”
ฉีเส้าถิงค่อนข้างผิดหวัง โอบกอดเสวียเจียเหยียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ประตูห้องหนังสือปิดอยู่ อา จี๋เฝ้าอยู่ตรงประตูเรือน ที่นี่ไม่มีใคร…”
พูดพลาง มือของเขาก็เริ่มไม่สุภาพ หมายจะปลดอาภรณ์ของเสวียเจียเหยียน
เสวียเจียเหยียนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว กลั้นโทสะในใจ หันหน้าหนี ไม่ให้ฉีเส้าถิงเห็นสีหน้าของนาง “ท่านพี่ ข้า…ข้าไม่ค่อยสบาย ปวดท้องอย่างแรง วันนี้เกรงว่าจะไม่ได้”
ฉีเส้าถิงได้ฟังก็ขมวดคิ้ว กดความกระวนกระวายในใจ ถามเสียงนุ่มนวลว่า “เจียเจีย เจ้าเป็นอะไรไป?”
เสวียเจียเหยียนตอบว่า “เมื่อวานเชิญหมอจางมาดูแล้ว บอกว่าเป็นโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่คลอดถังจื่อ ต้องบำรุงรักษาอย่างระมัดระวัง เปิดตำรับยาบำรุงมาให้”
ฉีเส้าถิงจึงได้แต่เลิกรา ปลอบโยนเสวียเจียเหยียนด้วยคำพูดอ่อนโยนหลายคำ
ออกจากห้องหนังสือแล้ว เสวียเจียเหยียนย่างเท้าช้า ๆ กลับไปยังเรือนชุนเหอ ครุ่นคิดเงียบ ๆ ว่า เหตุใดฮ่องเต้จึงยังไม่ให้คนมารับนาง เพียงฮ่องเต้ให้คนมารับนาง จากนั้นนางก็จะมีเหตุผลไม่ต้องเอาใจฉีเส้าถิงอีก ฉีเส้าถิงก็คงไม่กล้าเรียกร้องการร่วมหลับนอนจากนางอีก
ฮ่องเต้ไม่ยอมส่งคนมา เสวียเจียเหยียนนอนไม่หลับ ฉีเส้าถิงยิ่งนอนไม่หลับกว่า
ไม่นาน ฉีเส้าถิงก็กลับมานอนหลับได้อีกครั้ง เพราะอา จี๋เด็กรับใช้มาบอกว่า ท่านขันทีจางเชิญเขาไปดื่มชา
เมื่อรู้ว่าฉีเส้าถิงไปบ้านจางหงเป่าแล้ว เสวียเจียเหยียนก็ค่อย ๆ วางใจลง ฮ่องเต้คงสืบภูมิหลังของนางกระจ่างแล้ว ให้จางหงเป่ามารับนาง
คืนนั้นในชาติก่อน มาถึงตามกำหนด ฉีเส้าถิงให้แม่นมอุ้มถังจื่อไปนอนที่เรือนข้าง
เขานั่งท้อแท้อยู่ข้างเตียง สีหน้าเศร้าสร้อยหวาดหวั่น รอให้เสวียเจียเหยียนมาถามว่าเกิดอะไร
เสวียเจียเหยียนกลับไม่ทำตามใจเขา หลังจากอาบน้ำแล้ว หาวหวอดหนึ่ง คลานขึ้นเตียงจากทางด้านหลังของฉีเส้าถิง พึมพำว่า “ง่วงจัง…”
ฉีเส้าถิงหันไปมอง เสวียเจียเหยียนก็ห่มผ้าห่อตัวแน่นแล้ว หันหลังให้เขา
เขาขมวดคิ้วแน่น กัดฟัน ผลักเสวียเจียเหยียนเบา ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เจียเจีย ข้าพบเรื่องยากลำบากเข้าแล้ว”
“อืม พรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถิด คืนนี้ง่วงยิ่งนัก” เสวียเจียเหยียนไม่ขยับ กล่าวตอบส่ง ๆ
สีหน้าเศร้าสร้อยของฉีเส้าถิงแทบจะคงไว้ไม่อยู่ เขาสูดหายใจลึกหนึ่งที บีบต้นขาด้านในของตน รีดน้ำตาจนเต็มตา แล้วจึงสะอื้นไห้กล่าวว่า “เจียเจีย พวกเราพบกับภัยร้ายแล้ว…”
เขาร้องไห้ออกมาแล้ว เสวียเจียเหยียนจึงไม่อาจทำเป็นเมินเฉยต่อไปได้ ลุกขึ้นนั่ง ทำทีเป็นตกใจถามว่า “ท่านพี่เป็นอะไรไป? พวกเราประพฤติตัวตามทำนองคลองธรรม จะพบภัยร้ายอันใดได้?”
ฉีเส้าถิงพูดตะกุกตะกักว่า “เจียเจีย วันนี้มีคนในวังมา บอกว่า…บอกว่าฝ่าบาททรงพึงพระทัยในตัวเจ้า…”
เสวียเจียเหยียนรู้คำตอบอยู่แล้ว มิได้ลนลานเหมือนในชาติก่อน ยิ้มกล่าวว่า “ท่านพี่อย่าถูกผู้อื่นหลอกลวงเข้า ฝ่าบาทจะทรงพึงใจข้าได้อย่างไร”
ฉีเส้าถิงสะอื้นไห้กล่าวว่า “เป็นเรื่องจริง พวกเขาบอกว่าเจ้ากับหญิงในพระทัยของฝ่าบาทนั้นคล้ายคลึงกันยิ่ง…”
เสวียเจียเหยียนจึงเพิ่งทำทีเป็นตื่นตระหนกบ้าง น้ำเสียงปนสะอื้นว่า “ข้าเป็นภรรยาของท่านแล้ว จะยอมเป็นของฮ่องเต้ได้อย่างไร? ท่านพี่เป็นบัณฑิตผู้รักเกียรติชื่อเสียงและศักดิ์ศรี ย่อมทนรับเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด หากภรรยาของท่านถูกฮ่องเต้ย่ำยี เกรงว่าท่านคงอยู่ต่อไปไม่รอด ไม่สู้ท่านลาออกจากราชการ โยกย้ายไปอยู่อำเภอตานหยาง ให้ห่างไกลเมืองหลวง ข้าเป็นคนชั้นไหน ฮ่องเต้คงไม่ส่งคนตามไปถึงอำเภอตานหยางแน่นอน”
อำเภอตานหยางเป็นเขตอำเภอที่ตระกูลทางมารดาของเสวียเจียเหยียนอาศัยอยู่ ห่างจากเมืองหลวงไกลถึงสองสามพันลี้
คำพูดนี้ของเสวียเจียเหยียน ไม่ได้หลอกฉีเส้าถิงทั้งหมด ในชาติก่อน ไม่กี่วันก่อนตาย นางรู้สึกหดหู่เพราะมารดาจากไป ระงับโทสะไม่ไหว จึงด่าเจียงเสวียนว่าไร้ยางอาย แย่งชิงภรรยาผู้อื่น ทำลายชื่อเสียงของนาง เจียงเสวียนบอกนางว่า เขาให้ทางเลือกแก่ฉีเส้าถิง หากฉีเส้าถิงพานางไปให้ไกลเมืองหลวง เขาก็จะตัดใจ แต่สามีของนางเป็นฝ่ายอาสาจะส่งนางขึ้นแท่นบรรทม!
ฉีเส้าถิงคาดไม่ถึงว่าเสวียเจียเหยียนจะกล่าวเช่นนี้ ตรงกับอีกหนทางหนึ่งที่จางหงเป่าบอกในวันนี้ เขาหลุบตาปิดบังความลนลานในแววตา ลูบใบหน้าเสวียเจียเหยียน กล่าวด้วยความเจ็บปวดว่า “ใต้หล้าแห่งนี้ ล้วนเป็นแผ่นดินของราชวงศ์ พวกเราจะหนีไปที่ใดได้เล่า? เจียเจีย ใจข้าปวดร้าว เหตุใดจึงเป็นเจ้าผู้เดียวเล่า ฮือ…”
ฉีเส้าถิงโอบกอดเสวียเจียเหยียนแล้วร่ำไห้อย่างหนัก ทว่าเสวียเจียเหยียนที่ซบหน้าบนบ่าของเขา กลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์