ธรรมเนียมของแคว้นเป่ยอี้ วันที่สามหลังคนตาย ต้องให้พระสวดมนต์อวยพร นำทางดวงวิญญาณ สงบวิญญาณให้มั่นคง
สืออันเซี่ยเอ่ยแจกแจงอย่างคล่องแคล่ว “เมื่อคืน หม่อมฉันในนามจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น ได้เชิญธรรมาจารย์หงต๋ามาที่จวนโหวเพื่อทำพิธีนำทาง ใครจะรู้ว่าพอธรรมาจารย์หงต๋าดูปีเดือนวันเกิดของพี่ชายแล้วได้แต่ส่ายหน้า บอกว่าสวดนำทางก็ไร้ผล จากนั้นก็จากไป ภายหลังหม่อมฉันได้ไปเชิญอาจารย์หยางเสวียนอีก ท่านอาจารย์มาดูร่างของพี่ชายแล้ว กล่าวว่าพี่ชายไม่น่าด่วนจากไปเร็วเพียงนี้ เพียงแต่รับวาสนาอันมหาศาลที่ลอยฟ้ามาไม่ไหว จำต้องฝืนเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิต จึงประสบเภทภัยเช่นนี้”
ทั่วทั้งห้อง อากาศอึมครึมถึงขนาดเข็มตกยังได้ยิน
สืออันเซี่ยเงยหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง มองไปที่ท่านผู้อาวุโสสือ “ท่านยาย เจ้าคะ ท่านว่าวาจาของอาจารย์หยางเสวียนหมายความว่าอย่างไร เจ้าคะ เหตุใดจึงเรียกว่าฝืนเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิต”
ท่านผู้อาวุโสสือลูบแถบคาดหน้าผากของตนอย่างเคอะเขิน เลี่ยงสายตาหลานสาว “วาจาของโหรฮวงจุ้ย ฟังครึ่งหนึ่งพึงละครึ่งหนึ่ง จะเชื่อเสียทั้งหมดได้อย่างไร”
สืออันเซี่ยพยักหน้าคล้อยตาม “ท่านยายกล่าวถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามีย่อมดีกว่าหาว่าไม่มี ในเมื่อเกี่ยวข้องกับอายุขัยของท่านปู่ท่านยายและชะตาบ้านเมืองของจวนโหว หม่อมฉันก็สมควรฟังคำของโหรฮวงจุ้ย…”
ท่านถังร่ำไห้ออกมาอีกคราหนึ่ง ซับน้ำตาอย่างโศกเศร้า “ข้าไม่ยินยอม! ข้าไม่ยินยอมให้เจ้าทำเช่นนี้!”
สืออันเซี่ยรีบคุกเข่า เอนกายเข้าหาท่านผู้อาวุโสสือ กลั้นน้ำตาพลางเอ่ยโน้มน้าว “ท่านแม่ พวกเราต้องรู้จักกาลเทศะ แม้พี่ชายจะสำคัญ แต่มิอาจละเลยกายของท่านปู่ท่านยาย ทั้งยังมิอาจเมินเฉยต่อชะตาบ้านเมืองของจวนโหว”
ท่านผู้อาวุโสสือฟังไม่เข้าใจ เหตุใดเรื่องนี้ถึงโยงใยถึงกายของนางกับท่านโหวและชะตาบ้านเมืองของจวนโหวด้วย คว้ามือสืออันเซี่ยกระชากเข้ามาข้างตัวแล้วถาม “อาจารย์หยางเสวียนว่าอย่างไรแน่”
สืออันเซี่ยป้ายน้ำตาอย่างลมๆ แล้งๆ เก็บซับแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ท่านอาจารย์กล่าวว่า งานศพของพี่ชายต้องหยุดลงทันที และห้ามฝังในสุสานบรรพชน ทั้งยังต้องหาชายสองคนที่เป็นดั่งเสาหลักค้ำชะตาจวนโหวให้ช่วยฝังพี่ชายที่เขาหลิงซานทิศตะวันตก มิฉะนั้นจะบั่นทอนอายุขัยท่านปู่ท่านยาย ทั้งยังกระทบถึงหนทางเบื้องหน้าของจวนโหวในภายภาคหน้า”
ท่านผู้อาวุโสสือหวาดกลัวความตายเป็นที่สุด ฟังแล้วเหงื่อเย็นยะเยือกไหลอาบแผ่นหลัง “เช่นนั้นยังรออะไรอยู่เล่า ไปหาคนมาฝังเดี๋ยวนี้สิ!”
สืออันเซี่ยรับคำ “แต่เดิมหม่อมฉันหมายจะให้ท่านพ่อกับท่านพี่อวิ๋นฉี่เป็นคนไป ทว่าไม่คาดว่าท่านพ่อไม่อยู่ในจวน อาจารย์หยางเสวียนบอกว่าชักช้าไม่ได้ หม่อมฉันจึงได้แต่เชิญท่านอาใหญ่กับท่านพี่อวิ๋นฉี่ส่งพี่ชายไปเขาหลิงซาน”
อนุเหวินโกรธแทบคลั่ง! เขาหลิงซานนั้นมันสถานใดกัน? เป็นที่ตั้งของหลุมฝังศพหมู่! ที่นั่นฝังแต่พวกชะตาต่ำต้อย!
นางยังไม่ทันเอ่ยปาก ท่านถังก็ร่ำไห้อีกแล้ว “ข้าไม่ยินยอม! ข้าไม่ยินยอมให้เจ้าทำเช่นนี้! พี่ซิงเกอร์ของข้าถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมาแต่เล็ก เหตุใดถึงต้องฝังที่เขาหลิงซานเช่นนั้น”
ท่านผู้อาวุโสสือโบกมือใหญ่ “เจ้าก็ว่าแล้ว ซิงเกอร์ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมาแต่เล็ก! บัดนี้เขาจากไปแล้ว ก็ให้ไปบำรุงวิญญาณที่เขาหลิงซานนั้นสมควรแล้ว ไม่แน่อาจได้ไปเกิดในครรภ์ดี”
ยามนี้นางก็คิดตกแล้ว แค่บุตรอนุที่ตายไปคนหนึ่ง เทียบกับอายุขัยนางและอนาคตของจวนโหวแล้ว ช่างมิอาจเทียบเคียงได้เลย
อนุเหวินตกตะลึงจนพูดไม่ออก สิ่งที่นางจะเอ่ย ท่านถังเอ่ยแทนนางเสียหมด
สืออันเซี่ยมองอนุเหวิน ก้มหน้ากลบเกลื่อนแววตาเรียบเฉย “ใช่แล้ว สุดท้ายก็คนเป็นสำคัญกว่า ท่านแม่ เจ้าคะ ในฐานะแม่แท้ๆ ของพี่ชาย ยิ่งห้ามลอบตั้งแท่นเซ่นไหว้ในห้องลับ มิเช่นนั้นจะกระทบฮวงจุ้ยของจวนโหวเช่นกัน”
ท่านถังโกรธจนนิ้วชี้สั่น “นั่น! นั่นพี่ชายแท้ๆ ของเจ้า! เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร… ข้าไม่น่ามอบหมายงานศพของซิงเอ๋อร์ให้เจ้าเลย”
สืออันเซี่ยหลบไปข้างกายท่านผู้อาวุโสสืออย่างน้อยอกน้อยใจ แสดงท่าทีหวาดหวั่นหลังถูกตำหนิ
ท่านผู้อาวุโสสือเพียงรู้สึกว่าวันนี้หลานสาวน่ามองเป็นพิเศษ คำนึงถึงอายุขัยผู้อาวุโสเป็นที่ตั้ง หยุดยั้งใจมิได้จึงจับมือนางปลอบ “อย่ากลัวไป มีท่านยายอยู่ ใครอย่าคิดรังแกเจ้า”
นางเอ่ยเสียงแกร่งกร้าวสั่งการลงไป “ในจวนหากพบผู้ใดลอบตั้งแท่นเซ่นไหว้ ก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า”
ท่านถังอยากกล่าวอันใดอีก สุดท้ายก็อดกลั้นไว้ เพียงก้มหน้าหลั่งน้ำตาเงียบๆ
อนุเหวินคิดเท่าใดก็ไม่เข้าใจ คุณหนูผู้เฒ่าที่รักหลานชายแท้ๆ มาโดยตลอด เหตุใดจึงโหดเหี้ยมไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
แต่ยามนี้นางก็ไม่กล้าเอ่ยวาจา เพียงเก็บงำตั้งปณิธาน ต้องสังหารสืออวิ๋นฉี่ให้ตาย โยนไปเขาหลิงซานเป็นเพื่อนบุตรชายนาง
สืออันเซี่ยเห็นว่ากำชับแจกแจงชัดเจนแล้ว จึงฉวยโอกาสประคองมารดาขอตัวลากลับ
ยามเดินออกจากประตู ท่านถังยังโกรธขึ้งสะบัดมือบุตรสาว ไม่ยอมให้นางประคอง
สืออันเซี่ยจนใจเหลียวหลังไปมองท่านผู้อาวุโสสือ เม้มปาก
ท่านผู้อาวุโสสือพยักหน้า เอื้อนเอ่ยปลอบด้วยเสียงกังวาน “แม่ลูกคู่นี้จะมีโกรธเคืองข้ามคืนได้อย่างไร เจ้าปลอบโยนให้แม่เจ้าคลายใจมากหน่อย”
สืออันเซี่ยตอบรับอย่างว่าง่าย “ท่านยายวางใจเถิด หลายวันนี้หม่อมฉันจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ มิให้นางฟุ้งซ่าน”
ท่านผู้อาวุโสสือสบายใจแล้ว มีหลานสาวคอยจับตาดู ท่านถังคงจะสงบลงได้บ้าง
ครั้นแม่ลูกเดินจากไปไกลแล้ว ท่านผู้อาวุโสสั่งให้บ่าวถอยออกไป กลับกำชับให้ท่านป้าหลี่คนสนิทไปสืบข้อเท็จจริง
ท่านป้าหลี่จากไป อนุเหวินจ้องช่องว่างนั้นแล้วเอ่ยเสียงโหยหวน “ท่านอา…”
ท่านผู้อาวุโสสือโกรธถึงขั้นฟาดฝ่ามือตบหน้านาง “ล้วนเป็นเพราะเจ้า! ปีนั้นเจ้ามาอ้อนวอนให้ข้าเปลี่ยนลูกให้ พอผลเป็นเช่นไร? ชะตาต่ำของลูกเจ้ารับวาสนามหาศาลนั่นไม่ไหว ถึงได้จากไปก่อนวัยอันควร! ก่อกรรมเวรเสียจริง! ทั้งยังทำฮวงจุ้ยจวนโหวของข้าพังพินาศอีก!”
ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น!
ตั้งแต่เด็กสองคนถูกสลับ จวนเจี้ยนอันโหวไม่เคยราบรื่น หนทางราชการของสือเฉิงเซวียนบุตรชายนางยิ่งเละเทะ ถึงขั้นที่นางอยากขอให้ท่านโหวแต่งตั้งสือเฉิงเซวียนเป็นซื่อจื่อก็ยากจะเอ่ยปาก
อนุเหวินกุมใบหน้า “ไม่แน่อาจเป็นเรื่องที่หนูน้อยนั่นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกท่านอาก็เป็นได้”
“โง่! มันจะเอาเรื่องนี้มาหลอกข้าได้หรือ” ท่านผู้อาวุโสสือตวาดเกรี้ยวกราด “ซิงเกอร์คือพี่ชายแท้ๆ ของนาง เป็นบุตรชายแท้ๆ ของถังฉู่จวิน! ไม่มีใครหวังดีต่อซิงเกอร์ยิ่งกว่าพวกเขา!”
อนุเหวินอยากกล่าวต่ออีก ว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องรั่วไหล ถูกพวกนางล่วงรู้ความจริง จึงจงใจกระทำการเช่นนี้ ทว่าพอเห็นใบหน้าเห็นแก่ตัวและปากร้ายของท่านผู้อาวุโสสือ ก็กล้ำกลืนวาจากลับลงคอ
ปีนั้นที่นางเสนอเปลี่ยนบุตร ท่านผู้อาวุโสสือพอคิดว่าหลานชายจวนโหวจะเป็นสายเลือดตระกูลเดิมของตน ก็รับปากทันที มิได้ลังเลแม้แต่น้อย
มาบัดนี้เกิดเรื่อง ก็โยนความผิดให้นางเพียงผู้เดียว ลองถามดูเถิด นางเป็นเพียงอนุ จะเปลี่ยนบุตรได้ราบรื่นถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ท่านป้าหลี่ยกม่านเข้ามา ก้มต่ำรายงานเสียงเบา “ธรรมาจารย์หงต๋าเมื่อคืนมาเรือนไว้อาลัยจริง ทว่าอยู่ไม่ถึงครึ่งธูป ก็พาพระกลุ่มหนึ่งรีบจากไป จากนั้นคุณหนูอันเซี่ยก็ให้คนไปเชิญอาจารย์หยางเสวียนอีก ปรากฏว่าอาจารย์หยางเสวียนเชิญยาก คุณหนูอันเซี่ยจึงออกจากจวนด้วยตัวเองกลางดึกไปเชิญกลับมา”
แม้สืออันเซี่ยจะปิดล้อมเรือนไว้อาลัย ทว่าข้างในก็ยังมีบ่าวของจวนโหวอยู่ไม่น้อย เรื่องพวกนี้สืบหาได้ไม่ยาก ทั้งมิอาจปลอมแปลง
ท่านผู้อาวุโสสือเดิมก็มิได้ระแวงมาก บัดนี้ได้รับรายงาน ข้อกังขาประการสุดท้ายก็มลายสิ้น
ท่านป้าหลี่กล่าวอีก “ได้ยินว่าตอนนี้อาจารย์หยางเสวียนถูกจัดให้พักอยู่เรือนรับรอง คุณหนูอันเซี่ยว่าไว้ จะให้อาจารย์หยางเสวียนดูฮวงจุ้ยให้จวนโหวของเรา ว่ามีที่ใดต้องปรับแก้บ้าง”
ท่านผู้อาวุโสสือได้ฟังถึงตรงนี้ ในใจรู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่สุด
อาจารย์หยางเสวียนในอดีตเป็นผู้ที่นางเชิญแล้วก็ไม่ยอมมา บัดนี้กลับมาพำนักในจวนโหว คาดว่าเป็นเพราะหน้าตาของจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น
นางยังนึกถึงที่หลานสาวจัดการเรื่องราวได้ราบรื่น เห็นว่าเกี่ยวข้องกับอายุขัยของผู้อาวุโสและอนาคตของจวนโหว ก็แบกรับแรงกดดันรื้อศาลาไว้อาลัยเร็วไว จึงเห็นได้ว่าเป็นผู้ที่กล้าตัดสินใจ
ท่านผู้อาวุโสสือพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “หนูน้อยนี้แข็งแกร่งกว่าแม่มัน”
อนุเหวินเจ็บแค้นจนน้ำตาไหลริน ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยวาจาไม่ดีต่อสืออันเซี่ยอีกครึ่งคำ