มือของอนุเหวินถูกหม่ามาหน้าแปลกจับล็อกไว้กลางอากาศจนขยับไม่ได้
เสียงดุของหม่ามาคนนั้นดังขึ้นข้างหู “อนุในจวนโหวที่ไม่อาจขึ้นหน้ากระดาน ยังคิดจะลงมือกับคนจวนกั๋วกงตามอำเภอใจ เจ้าเรียนกฎระเบียบใส่ท้องสุนัขไปหมดแล้วหรือ?”
หลิวหม่ามาเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้าไปช่วยนายให้พ้นจากพันธนาการ “ดูท่ากฎของจวนกั๋วกงก็ไม่เห็นจะดีวิเศษตรงไหน บ่าวคนหนึ่งยัง...”
สืออันเซี่ยเก็บแววตาดำมืดนั้นไว้ แล้วค่อยๆ ย่างเท้าออกมาจากเงามืด “ท่านแม่นมเจิงเป็นคนที่ข้าลำบากไปเชิญมาจากจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นด้วยความยากเย็น หลิวหม่ามาไม่พอใจ หรือว่าอนุเหวินไม่พอใจ? เช่นนั้นพวกเราไปพูดกันต่อหน้าท่านย่าเลยดีหรือไม่?”
อนุเหวินใจเย็นลงแล้วในตอนนี้
ลงมือกับบ่าวเช่นนี้ต่อไป ย่อมเสียเกียรติยิ่งนัก อีกทั้งอีกฝ่ายเป็นคนของจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น หากเรื่องลุกลามขึ้น ผู้เสียหายก็คือนาง
นางพยายามบีบสีหน้าอย่างจะขอสงบศึก อ่อนระทวยนัก “นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเห็นว่าช่างเถิด อย่าให้รบกวนท่านผู้อาวุโสพักผ่อนเลย”
สืออันเซี่ยได้ยินก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “ต่อไปอนุเหวินอย่าได้ทำเรื่องลำบากใจแก่คนของจวนกั๋วกงอีกเลยจะดีกว่า พวกเขาล้วนเป็นคนที่ข้าทาบหน้าท่านแม่ไปเชิญมาให้ช่วยทำงานด้วยความยากเย็น บัดนี้จวนโหวขาดแคลนคนมือ อนุเหวินควรรู้ดีกว่าใคร”
ไม่กี่วันก่อน ท่านถังเสนอให้จวนโหวส่งคนมาช่วยจัดการพิธีศพเพิ่ม แต่อนุเหวินอยากให้จวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นส่งคนมา เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้สืออวิ๋นซิง จึงอ้างว่าในจวนคนมือไม่พอ ให้ท่านถังหาทางเอาเอง
อนุเหวินถูกขัดจนจุกอก แต่ก็หาข้อโต้แย้งใดมาลบล้างไม่ได้ ได้แต่เปลี่ยนเรื่องถามอย่างเสียหน้า “เมื่อครู่ธรรมาจารย์หงต๋ามาแล้วหรือ?”
สืออันเซี่ยไม่ปริปาก ไม่คิดจะเผยแม้แต่น้อย
อนุเหวินถามต่อ “แล้วเหตุใดเพียงครึ่งธูปยังไม่ถึงก็จากไปเล่า?”
สืออันเซี่ยกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ มองอย่างเย็นชา “อนุเหวินโปรดกลับไปเถิด สิ่งใดไม่ควรถาม อย่าถาม สิ่งใดไม่ควรจัดการ อย่าจัดการ บางเรื่องไม่ใช่สิ่งที่อนุเช่นเจ้าควรกังวล”
“เจ้า!” อนุเหวินโกรธจนหงายหลัง “สืออันเซี่ย อย่าลืมว่าผู้ดูแลตระกูลนี้คือ...”
“ผัวะ!” ท่านแม่นมเจิงอดใจไม่ไหว ตบฉาดลงบนหน้าอนุเหวิน “ไม่มีกฎระเบียบเอาสักนิด! ชื่อของเด็กสาว เป็นสิ่งที่อนุอย่างเจ้าพล่ามได้ตามใจหรือ?”
สืออันเซี่ยมองอย่างไม่แยแส “ใช่แล้ว อนุไร้ซึ่งมารยาทอนุ! หรือว่าเจ้าอยากจะบอกว่า จวนโหวอันสูงศักดิ์ ถูกอนุอย่างเจ้าดูแล?”
อนุเหวินโกรธจนตัวสั่น ปิดหน้าแน่น กลับไม่มีคำใดโต้ตอบ ได้แต่กราดเสียงด้วยโทสะ “หลิวหม่ามา พวกเราไป!”
ที่นางดูแลกิจการภายในมาหลายปีเป็นเรื่องจริง แต่เบื้องหน้าล้วนให้ท่านผู้อาวุโสออกหน้า หากข่าวลือว่าในจวนโหวปล่อยให้อนุเป็นผู้ดูแลกิจการและคุมเรือนแพร่ออกไป หน้าตาของจวนโหวก็ไม่ต้องเอาไว้แล้ว
ท่านผู้อาวุโสกำชับกำชาว่านางต้องเก็บตัวเงียบ อย่าให้ใครจับเป็นข้ออ้างได้ บ่าวไพร่ในจวนยิ่งถูกตักเตือนอย่างรุนแรง
นางเป็นเพียงชั่ววูบที่อารมณ์ขึ้น อยากใช้ฐานะผู้ดูแลเรือนมากดสืออันเซี่ย ก็ใครเล่าให้พวกนางเห็นนางเป็นแค่อนุเล่า?
เด็กสาวจัญไรนั่น ไม่รู้กินยาผิดขนานอะไร อยู่ๆ ก็ปะทะกับนาง
แต่ก่อนก็ไม่เป็นเช่นนี้ คิดว่าคงได้ลิ้มรสความหอมหวานจากการมีอำนาจ เพิ่งได้รับสิทธิ์จัดการพิธีศพก็เริ่มชูหาง
สรุปแล้วก็สายตาสั้นนัก!
อนุเหวินเดินจากไปอย่างช้าๆ ได้ยินสืออันเซี่ยกำลังกำชับท่านแม่นมเจิงที่ข้างหลัง “ข้าจะออกจวนไปเชิญอาจารย์หยางเสวียนมาให้พี่ชายสวดมนต์นำทางดวงวิญญาณ ขอให้ท่านและพ่อบ้านเลี่ยวช่วยกันดูแลสักหน่อย”
ท่านแม่นมเจิงตอบอย่างเคารพ “คุณหนูกล่าวเกินไปแล้ว บ่าวเก่าผู้นี้ย่อมทำหน้าที่สุดกำลัง ก่อนมา ฮูหยินเรากำชับไว้ว่าให้ฟังคำบัญชาคุณหนูทุกประการ”
อนุเหวินเดินออกมาไกลแล้วจึงถาม “อาจารย์หยางเสวียน? หมอดูชื่อดังในเมืองหลวงหรือ? ครั้งก่อนท่านผู้อาวุโสให้ข้าไปเชิญมาดูจวน ต้องส่งเทียบเชิญหลายวันถึงได้ข่าวแน่ชัดว่าท่านไม่ว่างมา ตอนนี้เพิ่งจะไปเชิญ จะเชิญมาได้หรือ? อย่าให้พลาดเวลาสงบวิญญาณที่ดีไปเสีย”
หลิวหม่ามาคล้อยตาม “จริงด้วยเจ้าค่ะ จะให้พลาดเวลาไม่ได้ แต่หากคุณหนูอันเซี่ยไปเชิญโดยใช้ชื่อจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น ก็อาจเป็นไปได้”
อนุเหวินใจเต้นระรัว ร้องไห้พึมพำ “หวังว่าจะสำเร็จ... ลูกรักผู้อาภัพของข้าเอ๋ย!” ร้องไห้ถึงที่สุด นางก็ลุกฮึด นัยน์ตาแดงก่ำ “เด็กสาวสกุลเว่ยนั่น ต้องตายตามลูกข้าไป!”
คืนนั้นพายุหิมะโหมกระหน่ำ จวนโหวสว่างไสวด้วยแสงไฟ
อนุเหวินได้ยินข่าวดีในที่สุด อาจารย์หยางเสวียนมาแล้ว
หัวใจนางสงบลงในที่สุด ที่สามารถเริ่มพิธีสงบวิญญาณก่อนยามจื่อได้ ก็ถือเป็นมงคล
นางง่วงจนทนไม่ไหว เพียงหลับตาไปชั่วครู่ ฟ้าก็ใกล้สาง
สืออันเซี่ยไม่ได้นอนทั้งคืน
ในยามเหม่า หอไว้อาลัยของจวนโหวก็รื้อลง โลงศพก็ยกออกจากประตูหลังไป ไร้ผู้รู้จุดหมาย
เมื่อท่านผู้อาวุโสสือและอนุเหวินทราบข่าวหลังฟ้าสาง โคมไฟสีขาวและผ้าโปร่งขาวตามทางเดินในร่มก็เก็บกวาดหมดจด
สืออันเซี่ยประคองท่านถังเพิ่งก้าวเข้าไปในลานบ้านของท่านผู้อาวุโส ก็ได้ยินอนุเหวินกำลังฟ้องร่ำไป “ท่านป้า ท่านว่าสองแม่ลูกสกุลถังจะทำอะไรกัน? วันนี้เพิ่งวันที่สี่เอง! รื้อหมด! คนก็ถอนไปหมด เครื่องพิธีศพก็เก็บไปหมด”
อนุเหวินยามนี้ไม่คิดปกปิดแล้ว ร่ำไห้โหยหวน “สี่วัน! เพิ่งวันที่สี่! พิธีศพยังไม่ถึงครึ่งทาง ก็ทำเช่นนี้ตามอำเภอใจ ลวกๆ ไป... ”
สืออันเซี่ยและท่านถังทำความเคารพส่งๆ แก่ท่านผู้อาวุโสสือที่สีหน้าย่ำแย่ แล้วนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ
สืออันเซี่ยยกผ้าเช็ดหน้าซับหางตา พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนล้าแหบพร่า “อนุเหวินรักใคร่ในตัวพี่ชายอวิ๋นซิงยิ่งนัก คนไม่รู้คงนึกว่าผู้ตายเป็นบุตรของอนุเหวิน”
อนุเหวินตกใจเมื่อได้ยิน เสียงหวนไห้หยุดลงฉับ
ได้ยินเช่นนี้ ท่านผู้อาวุโสสือก็ใจคอไม่ดี รีบหาทางไกล่เกลี่ย “ในจวนนี้จะมีใครไม่ใส่ใจเสี่ยวซิงบ้าง? อนุเหวินก็เป็นคนจิตใจอ่อนโยน ความเศร้านี่ก็เป็นเรื่องปกติ”
สืออันเซี่ยหัวเราะเยาะในใจ แต่ภายนอกดูอ่อนโยน “ท่านย่ากล่าวถูกแล้ว ที่อนุเหวินเฆี่ยนตีพี่ชายอวิ๋นฉี่ด้วยตัวเอง ก็เพราะพี่อวิ๋นซิงของข้าตายไป จะเห็นได้ว่าอนุเหวินเคารพหลักการ ถือกฎระเบียบ และรักใคร่จริงใจ”
พออนุเหวินเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็โกรธจนกัดฟันกรอด ไฟโทสะในใจไม่มีที่ระบาย “ข้าอยากให้เขาตายแทนเสี่ยวซิง!” พลางมองสืออันเซี่ยด้วยแววตาเคียดแค้น “หากเขาไม่ไปช่วยเจ้า ก็คงไม่ปล่อยให้เสี่ยวซิงเป็นตายร้ายดี!”
ท่านถังเอ่ยเนิบนาบ “ชีวิตเสี่ยวเซี่ยของข้า ก็คือชีวิต”
อนุเหวินไม่คิดก็โพล่งออกมา “โดยธรรมดา ชีวิตบุตรจากภรรยาเอก ย่อมสำคัญกว่า”
ท่านถังไม่สนใจนางแล้ว เพียงเงยมองสืออันเซี่ย กำชับว่า “ในเมื่อเป็นพี่อวิ๋นฉี่ที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้ ภายภาคหน้าเจ้าจงจำไว้ ปฏิบัติต่อพี่อวิ๋นฉี่ดั่งพี่ชายแท้ๆ ได้ยินหรือไม่?”
สืออันเซี่ยรับคำตามว่าง่าย “จดจำไว้แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะดีกับพี่อวิ๋นฉี่แน่นอน”
อนุเหวินแทบจะคลั่งตายเพราะสองแม่ลูกนี่สวมวิญญาณเล่นละคร
แต่ความเห็นของท่านผู้อาวุโสกลับต่างออกไป
เมื่อคืนได้ยินว่าจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นส่งคนมาช่วยจัดการพิธีศพ ทั้งยังได้ยินว่าเชิญธรรมาจารย์หงต๋ามาทำพิธีสงบวิญญาณ จึงนับว่าไม่ขัดใจสองแม่ลูกสกุลถัง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเพียงคืนเดียวก็รื้อหอไว้อาลัย โลงศพก็หายไป
คิดดูแล้ว ในเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ นางจึงเอ่ยถามท่านถัง “เล่ามาซิ เหตุใดพิธีศพจึงรื้อลงก่อนครบกำหนด?”
ท่านถังยังไม่ทันตอบ ก็ร้องไห้สะอื้นอย่างแสนสงสาร
สืออันเซี่ยเพียงได้เข้าไปปลอบมารดา และตอบท่านผู้อาวุโสว่า “ท่านย่า เรื่องคือเป็นเช่นนี้...”