ราตรีมืดมิดปกคลุมเขตโรงงานในหงโข่วและหยางซู่ผู่ราวกับผืนผ้าหนาอาบเขม่าถ่านที่กดทับลงมาอย่างหนักอึ้ง
“ครับ ท่านผู้บัญชาการกองพล ผมเตรียมหน่วยจู่โจมพร้อมแล้ว จะเริ่มบุกตอน 22.00 น. ครับ…”
หลังถูกปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์หนักขนาด 150 มิลลิเมตรระดมยิงตลอดวัน ป้อมปราการบนดินและบังเกอร์ใต้ดินของกองทัพญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็กลายเป็นซากปรักหักพัง
นาวิกโยธินญี่ปุ่นที่เหลือรอดหลบอยู่ในโรงงาน โกดัง และอาคารที่เสริมความแข็งแรงซึ่งไม่ถูกทำลายด้วยปืนใหญ่ อาศัยซากกำแพงเป็นที่กำบังแล้วตั้งมั่นป้องกันอย่างดื้อรั้น
“ท่านผู้บัญชาการกองพล กองหน้าของกองพลที่ 87 และกองพลที่ 88 เข้าประจำตำแหน่งครบแล้วครับ หน่วยจู่โจม 2,000 นายแบ่งเป็นหลายทีม เตรียมอาศัยความมืดรุกคืบเป็นช่วง ๆ”
นายทหารฝ่ายเสนาธิการลดเสียงลงแล้วรายงานต่อ “ทุกหน่วยได้รับพิกัดที่ทหารลาดตระเวนทำเครื่องหมายจุดตั้งมั่นของญี่ปุ่นไว้ระหว่างวันแล้ว จะใช้โรงงานและอาคารที่ยึดมาได้เป็นฐานสนับสนุน แล้วกวาดล้างทหารญี่ปุ่นภายในทีละพื้นที่ครับ”
“อืม”
จ้าวกั๋วจงกล่าวต่อว่า “ในหงโข่วกับหยางซู่ผู่ยังมีทหารของเราอยู่ ครั้งนี้ส่งไปแค่กองร้อยทหารราบก็พอ รวมกับกำลังที่ประจำการอยู่ กองพลที่ 301 ของเราก็รวบรวมคนได้กว่า 700 นายแล้ว เท่านี้ก็พอ”
เสนาธิการเสริมว่า “ท่านผู้บัญชาการกองพล ถ้าเป็นแบบนี้ กำลังที่บุกหงโข่วของเราจะมีมากกว่า 2,700 นาย หากเรือรบญี่ปุ่นยิงถล่มแบบไม่แยกมิตรศัตรูเหมือนครั้งก่อน เกรงว่า…”
จ้าวกั๋วจงตัดบทเสนาธิการ “รบกันจะไม่มีคนตายได้อย่างไร ฝ่ายเราเสียหายหนัก แล้วพวกญี่ปุ่นไม่เสียหายหนักเหมือนกันหรือ? อย่าลืมว่าเมื่อกำจัดทหารญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในหงโข่วได้แล้ว เราก็จะยึดรักษาแนวรบไว้ได้
“ต่อให้กลางวันยังถูกเรือรบญี่ปุ่นถล่ม ก็ไม่เป็นไร ขอแค่รอจนถึงกลางคืนแล้วจัดตั้งฐานปืนใหญ่ให้พร้อมก็พอ
