“พูดกับน้องสาวแบบนั้นได้ยังไง!”
เสียงไม่พอใจของแม่ซูดังขึ้น นางมองเจียงหว่านด้วยสายตาขุ่นเคืองและรังเกียจ “กลับมาแล้วก็ไม่รู้จักทักทายคนอื่น อบรมสั่งสอนมาตั้งหลายปีหายไปไหนหมด ไม่มีมารยาทเลยจริง ๆ!”
แม้พ่อซูจะไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาก็บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่พอใจเจียงหว่านเช่นกัน
“แม่ อย่าว่าพี่เลยค่ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจ หนูไม่โกรธพี่หรอกค่ะ” ซูอี๋พูดเสียงเบาอย่างว่าง่าย ท่าทางราวกับต้องกล้ำกลืนความรู้สึกเพื่อยอมอีกฝ่าย
แม่ซูสงสารลูกสาวจับใจ ยิ่งมองเจียงหว่านก็ยิ่งไม่ชอบหน้า
นางมองเจียงหว่านอย่างรังเกียจพลางตำหนิ “ดูน้องสิ ว่าน้องรู้ความแค่ไหน!”
“ถ้าแกมีความรู้ความเข้าใจได้สักครึ่งของน้อง ฉันกับพ่อแกคงไม่ต้องโมโหแล้ว”
“ช่างเถอะ ยังไงแกก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ต่อให้ฉันพูดไปมากแค่ไหน แกก็คงไม่ฟังอยู่ดี”
แม่ซูทำท่าราวกับขี้เกียจจะพูดกับเจียงหว่านอีก ก่อนจะเข้าประเด็นทันที “รีบเอาเครื่องประดับเพชรพลอยของน้องออกมาได้แล้ว นั่นเป็นสินสอดที่ตระกูลฮั่วให้มา ถึงตอนนั้นจะเอาไปสมทบเป็นสินเดิมให้น้องเอากลับไปตระกูลฮั่ว”
“ถึงน้องจะพูดมาตลอดว่าไม่ถือสาและไม่โทษแก แต่เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปแบบนี้ไม่ได้ นั่นคือตระกูลฮั่ว ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ถ้าตอนนั้นคุณปู่กับคุณรองฮั่วไม่ได้มีมิตรภาพที่ยอมตายแทนกันได้ การแต่งงานนี้ก็คงไม่ตกมาถึงตระกูลซูของเราหรอก!”
“ฉันกับพ่อแกพูดไว้ตั้งนานแล้วว่า ตระกูลฮั่วให้สินสอดมาเท่าไร ตระกูลซูก็จะยกเป็นสินเดิมกลับไปให้ครบ จะปล่อยให้ความอิจฉาริษยาของแกทำให้ตระกูลซูกลายเป็นเรื่องขำขันของคนทั้งเมืองหลวงไม่ได้”
ตระกูลซูเคยพูดเช่นนั้นจริง ๆ
อย่างไรเสีย หากได้เกาะเรือลำใหญ่ของตระกูลฮั่วและทำให้พวกเขามองตระกูลซูในแง่ดี หลังจากนั้นก็ยังมีตระกูลฮั่วคอยช่วยเหลือ นั่นต่างหากที่จะทำให้ตระกูลซูก้าวหน้าไปได้อีกหลายขั้น คุ้มกว่าสินเดิมเพียงนิดหน่อยเป็นไหน ๆ
