“พี่ ผมกับอาหลานจนปัญญาจริง ๆ แล้ว”
โจวจวินที่เพิ่งเข้ามาในบ้านกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ดวงตาแดงก่ำต่อหน้าพี่สาว
“ตอนนี้เหวินเหวินกินอะไรไม่ลงเลย พอเห็นอาหารก็คลื่นไส้ กินเข้าไปก็อาเจียน”
“หมอจ่ายยาให้กินแล้วก็ยังไม่ได้ผล บอกว่าเป็นภาวะผิดปกติด้านภาพลักษณ์ของร่างกายที่เกิดจากปัจจัยทางจิตใจ ให้พาพวกเราเปลี่ยนสภาพแวดล้อม พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ แล้วเตรียมอาหารที่เธอสนใจให้กิน”
“ช่วงนี้ผมกับอาหลานผลัดกันลางาน พาเธอไปหลายที่ พยายามทุกทางให้กินอะไรบ้าง แต่เธอก็ยังกินอะไรไม่ลง กินเข้าไปก็อาเจียน จนตอนนี้แม้แต่กลิ่นอาหารก็ยังทนไม่ได้แล้ว”
“พี่ ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ตอนแม่ยังอยู่ แม่เหมือนจะเคยทำแตงกวาดองเรียกน้ำย่อย”
“ผมคิดว่าคราวนี้กลับมา พี่พอจะทำให้เหวินเหวินลองกินได้ไหม ถ้าเด็กคนนี้ยังไม่กินอะไรอีก เกรงว่า...เกรงว่าจะทนไม่ไหวแล้ว...”
สามีภรรยาโจวจวินต่างก็เป็นข้าราชการ
พวกเขามีลูกสาวเพียงคนเดียวคือโจวเหวินเหวิน
เพื่อดูแลลูกสาวคนนี้ ทั้งคู่ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ตอนนี้สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย
พอโจวอ้ายฮวาฟังคำพูดของโจวจวินจบ ก็โกรธจนตบเข้าที่ท้ายทอยเขาฉาดหนึ่ง “ไอ้เด็กเวรเอ๊ย! เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่เพิ่งมาบอกฉันเอาป่านนี้ แกยังเห็นฉันเป็นพี่อยู่ไหม!”
“พี่ อย่าเพิ่งโมโหสิ ปีที่แล้วพี่เพิ่งผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ ผมก็กลัวพี่เป็นห่วงนี่ครับ” โจวจวินรีบพูดเสียงเบา
พอโจวอ้ายฮวาได้ยินแบบนั้น ด้วยนิสัยใจร้อนของเธอก็ยิ่งโมโหจนตบโต๊ะอีกครั้ง
