เจียงเจียเยว่เห็นเนื้อตุ๋นในชามของตนแล้วร่างพลันแข็งทื่อ นางจะกล้ากินได้อย่างไร?
ทว่าถ้อยคำของหลิวเจียเหอทำให้นางตกที่นั่งลำบาก ราวกับถูกจับไปย่างบนกองไฟเสียอย่างนั้น ในจังหวะนี้เอง หลิวอาเฉียวก็เอ่ยอย่างยินดีว่า “เจียเหอพูดถูก เจียเยว่ เจ้าเป็นคนกินเนื้อตุ๋นชิ้นแรกนี้เถิด”
หลิวอาเฉียวคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุตรสาวทั้งสองดีขึ้นแล้ว จึงยินดีจากใจจริง
โจวเฉิงอวี้ที่อยู่ข้าง ๆ กลับมองเห็นความผิดปกติอยู่บ้าง ปกติเขาเป็นคนพูดน้อย ครานี้กลับเอ่ยขึ้นอย่างหาได้ยาก “เจียเหอโตขึ้นแล้ว รู้จักห่วงใยน้องสาว
เจียเยว่ หากเจ้าไม่กินเนื้อนี้ ก็จะดูเหมือนห่างเหินกับพี่สาวและไม่รู้ความ”
เจียงเจียเยว่: !!!
พวกเขาช่างน่าชังยิ่งนัก!
คำพูดของโจวเฉิงอวี้แทบตรึงนางไว้กับที่ หากนางไม่กินเนื้อที่หลิวเจียเหอคีบให้ ก็กลายเป็นว่านางผิดเสียเอง
เจียงเจียเยว่เดือดดาลอยู่ในใจ จ้องเนื้อตุ๋นในชามอยู่นานโดยไม่กล้าคีบ
“น้องสาว เหตุใดยังไม่กินอีกเล่า? กินสักคำก็ยังดี” หลิวเจียเหอยิ้มเร่งเร้า
“ข้า... ข้าไม่... ไม่ค่อยอยากกิน ตอนนี้อยู่ที่ตระกูลเจียง ข้ากินเนื้อได้ทุกมื้อ เห็นเนื้อจนเอียนแล้วจริง ๆ ท่านแม่ พวกท่านกินเถิด”
เจียงเจียเยว่ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็รีบคีบเนื้อในชามตนไปใส่ชามของหลิวอาเฉียว
“เจียงเจียเยว่! ตกลงเจ้าเอียนเนื้อจนไม่อยากกิน หรือเพราะใส่สิ่งใดลงในเนื้อนี้ จึงไม่กล้ากินกันแน่? หืม?”
หลิวเจียเหอวางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง สายตาคมกริบจับจ้องเจียงเจียเยว่
