เชิญเขากินข้าวหรือ?
โจวเฉิงอวี้ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนเงียบอยู่ชั่วขณะแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “เกรงใจแล้ว คุณหนูเมิ่ง บุญคุณที่ช่วยชีวิต ใต้เท้าเมิ่งได้กล่าวขอบคุณไปแล้ว ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน”
“เถ้าแก่ คิดเงิน”
โจวเฉิงอวี้ไม่เปิดโอกาสให้เมิ่งหว่านอิ๋งเอ่ยปาก หลังกล่าวจบก็หันไปจ่ายเงินกับบ่าวน้อย
“คุณชายโจว คุณหนูของข้าอุตส่าห์มีน้ำใจเชิญท่าน เหตุใดท่านถึง—”
“ฝูฉวี หุบปาก!”
ขณะที่สาวใช้ข้างกายเมิ่งหว่านอิ๋งเห็นโจวเฉิงอวี้ปฏิเสธ จึงกล่าวตำหนิเขาด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร เมิ่งหว่านอิ๋งก็เอ็ดนางเสียงเย็น
“ในเมื่อวันนี้คุณชายไม่ว่าง เช่นนั้นค่อยนัดวันอื่นเถิด”
เมิ่งหว่านอิ๋งเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ขอตัวก่อน”
โจวเฉิงอวี้มิได้รับปากคำเชิญคราวหน้า เขาถือพู่กันกับแท่งหมึกที่เพิ่งซื้อ แล้วเบี่ยงกายเดินจากไป
“คุณหนู เขาช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง! ท่านอุตส่าห์เชิญกินข้าว ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ เขาไม่รู้หรือว่าฐานะของท่านสูงส่งเพียงใด?”
หลังเงาร่างของโจวเฉิงอวี้ลับตาไป ฝูฉวีจึงค่อยบ่นด้วยความขุ่นเคือง
เมิ่งหว่านอิ๋งกลับมิได้โกรธ ตรงกันข้าม นางยังเอ่ยชมโจวเฉิงอวี้ด้วยความชื่นชมว่า “คุณชายโจวมีครอบครัวแล้ว ทั้งยังรู้จักวางตัวกับสตรีอื่น นับเป็นข้อดีประการหนึ่ง”
แม้ข้อดีนี้จะมิได้มีไว้เพื่อนางในยามนี้ แต่เมิ่งหว่านอิ๋งก็ชื่นชมเขายิ่งนัก
หากวันหน้าตนได้เป็นคนในดวงใจของเขา เขาคงวางตัวกับสตรีอื่นเช่นนี้กระมัง
ส่วนโอกาสที่ทั้งสองจะได้ใกล้ชิดกันนั้น ย่อมมีอีกมาก
เพียงแต่ยามนี้เมิ่งหว่านอิ๋งอยากรู้ขึ้นมาว่าภรรยาของโจวเฉิงอวี้เป็นคนเช่นไร นางอยากพบสักครั้ง
