“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดท่านจึงกลัวว่าท่านแม่จะไปเมืองหลวง หรือมีความลับที่กลัวถูกเปิดเผยหรือ?”
“มะ...ไม่มี ข้า...ข้าเพียงกลัวว่าหากแม่เจ้าไปเมืองหลวงแล้ว จะไม่อาจกตัญญูต่อข้าได้ อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น ต่อไปจะดูแลข้ายามแก่เฒ่าอย่างไร?”
สกุลหยางแก้ตัวตะกุกตะกักด้วยความรู้สึกผิด
หลิวเจียเหอยิ้มเยาะต่อ “การดูแลยามแก่เฒ่ามิใช่หน้าที่ของบุตรชายหรือ? ครั้นแม่ข้าแต่งออกจากบ้าน ท่านก็รีดไถเงินจากตระกูลเจียงไปแล้ว 10 ตำลึง
หลายปีมานี้ ท่านไปก่อกวนตระกูลเจียงทุกปี แม่ข้าคงให้เงินท่านไปไม่น้อยกระมัง? แต่ท่านลุงทั้งสองกับท่านน้าหญิงที่เป็นม่ายอยู่บ้าน เคยให้เงินท่านบ้างหรือไม่?
ตั้งแต่เล็กจนโต ท่านเอาแต่ด่าว่าแม่ข้าและเรียกเงินจากนาง ตอนแม่ข้าออกเรือน ท่านก็ไม่ได้ให้สินเดิมแก่นางสักชิ้นใช่หรือไม่? แต่กับท่านลุงและท่านน้าหญิงเล่า
มีผู้ใดบ้างที่ท่านมิได้มอบของให้ในวันแต่งงาน? ยาย...เอ่อ ไม่ใช่ ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าท่านใช่มารดาของแม่ข้าหรือไม่ หรือแม่ข้าถูกท่านขโมยมา?”
“เจ้า...เจ้าเหลวไหล!”
สกุลหยางยิ่งรู้สึกผิด ไม่รู้เพราะเหตุใด ทั้งที่หลิวเจียเหอยังเป็นเด็กอายุเพียง 9 ขวบ ทว่ารัศมีรอบกายกลับข่มนางไว้เสียจนอยู่หมัด
เดิมทีหลิวอาเฉียวไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน ครั้นได้ยินบุตรสาวเอ่ยขึ้น นางก็นึกถึงท่าทีที่บิดามารดาปฏิบัติต่อนางและพี่น้องตั้งแต่เล็กจนโต พลันเกิดความสงสัยขึ้นมา
ตั้งแต่เริ่มจำความได้ นางก็เป็นดั่งวัวควายที่คอยทำงานในบ้านสกุลหลิว
