เจียงจู้เล่าสถานการณ์ในราชสำนักยามนี้ให้จินเซวียนฟัง นับแต่เขามาถึงเมืองหลวง ก็มีซื่อจื่อหลายคนส่งสัญญาณชักชวนเขาอยู่ไม่น้อย
ทว่าเขาก็รู้ดีว่า หากเลือกข้างแล้วซื่อจื่อที่ตนสนับสนุนได้ขึ้นครองบัลลังก์ในวันหน้า เส้นทางขุนนางของเขาก็จะรุ่งโรจน์ตามไปด้วย
แต่หากองค์รัชทายาทพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ เส้นทางขุนนางของเขาก็สิ้นสุดลงเช่นกัน
หากคิดรักษาตัวให้รอดปลอดภัย การไม่เลือกข้างย่อมเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด อีกทั้งเขาก็เป็นเพียงขุนนางหน้าใหม่ในราชสำนัก รากฐานยังไม่มั่นคง เขาจึงไม่คิดเลือกข้าง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจสัญญาณของเหล่าซื่อจื่อมาโดยตลอด กระทั่งเจียงสี่จือกลายเป็นสตรีของซื่อจื่ออันอ๋อง คราวนี้แม้แต่จะวางตัวเป็นคนนอก เขาก็ทำได้ยากแล้ว
เมื่อเจียงสี่จือกลายเป็นคนของซื่อจื่ออันอ๋อง คนภายนอกย่อมคิดไปเองว่าเขาสนับสนุนซื่อจื่ออันอ๋องด้วย เดิมทีเขารู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้
แต่เมื่อคิดถึงการเล่นงานตนของจวนกั๋วกง เขากลับรู้สึกว่าการเลือกซื่อจื่ออันอ๋องอาจเป็นทางเลือกที่ไม่เลว
เกิดเป็นคนทั้งที มิใช่ควรเสี่ยงเดิมพันสักครั้งหรือ?
“ท่านแม่ทัพ บัดนี้สี่จือกลายเป็นสตรีของซื่อจื่ออันอ๋องแล้ว เท่ากับว่าตระกูลเจียงของเราขึ้นเรือลำเดียวกับเขา ข้าเห็นว่าซื่อจื่อมีรูปลักษณ์สง่างามดุจมังกรในหมู่มนุษย์
ภายหน้าเราช่วยเหลือเขาอย่างเต็มกำลัง รอวันที่ซื่อจื่อได้เป็นองค์รัชทายาท ความสำเร็จของท่านในวันหน้าก็ย่อมไม่ด้อยไปกว่าจวนกั๋วกงเป็นแน่”
เมื่อจินเซวียนรู้ว่าฮ่องเต้ในยามนี้ไม่มีพระโอรส นางก็ยินดีอยู่ในใจ นึกไม่ถึงว่าเจียงสี่จือจะมีความสามารถอยู่บ้าง หากวันหน้าซื่อจื่อประสบความสำเร็จ ตระกูลเจียงของพวกนางก็ถือว่ามีความดีความชอบในการช่วยผู้ที่จะได้ครองบัลลังก์
