หนึ่งชั่วยาม!
พื้นอิฐในตำหนักของไท่เฟยหลี่ทั้งเย็นเยียบและแข็งกระด้าง หากคุกเข่าอยู่ที่นี่หนึ่งชั่วยาม ขาของพวกนางคงพิการเป็นแน่!
หลิวเจียเหอขมวดคิ้วแน่น
แต่ไท่เฟยหลี่มีฐานะสูงส่งถึงเพียงนี้ พวกนางควรทำอย่างไรดี?
หลิวเจียเหอจึงหันไปมองเมิ่งหว่านอิ๋ง แสร้งทำสีหน้าน่าสงสารแล้วกล่าวว่า “ท่านป้าเมิ่ง ท่านมิใช่บอกว่าจะเข้าวังมาขอให้ไท่เฟยหลี่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ท่านแม่หรือ?
เหตุใดฝ่าบาททรงพระราชทานรางวัลแก่ท่านแม่ ทั้งยังมิได้ลงโทษที่นางไม่รู้ธรรมเนียม กลับเป็นไท่เฟยหลี่ที่นี่จะลงโทษให้คุกเข่าเสียเล่า กลับไปข้าคงต้องเล่าให้ท่านยายฟัง ต่อไปหากประสบเรื่องเช่นนี้อีก คงไม่รบกวนท่านป้าเมิ่งให้ช่วยแล้ว”
ยิ่งช่วยก็ยิ่งแย่
เมิ่งหว่านอิ๋ง: !!!
นี่กำลังข่มขู่นางอยู่!
นางพลันโกรธจัด ทว่าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าไท่เฟยหลี่จึงไม่กล้าแสดงโทสะ อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำพูดของหลิวเจียเหอแล้ว นางก็จำต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมา
ยามเข้าวัง นางกล่าวกับฮูหยินกั๋วกงและคนอื่น ๆ จริงว่าจะช่วยหลิวอาเฉียว ผลคือฝ่าบาทยังมิได้ลงโทษอีกฝ่าย กลับเป็นไท่เฟยหลี่ที่คิดลงโทษเสียเอง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เมื่อฮูหยินกั๋วกงและคนอื่น ๆ รู้เรื่องเข้า ย่อมไม่พอใจนางเป็นแน่
นางจึงได้แต่ข่มกลั้นโทสะ แล้วเอ่ยกับไท่เฟยหลี่ว่า “ไท่เฟยเหนียงเหนียง โปรดเห็นแก่หน้าหม่อมฉัน ละเว้นพวกนางสักครั้งเถิด มิฉะนั้นเมื่อกลับจวน หม่อมฉันคงยากจะอธิบาย”
“หว่านอิ๋ง เจ้า...”
เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งหว่านอิ๋ง ไท่เฟยหลี่ก็เจ็บปวดใจยิ่งนัก ทว่านางเข้าใจเช่นกันว่าเมื่อออกจากวังไปแล้ว นางย่อมไม่อาจก้าวก่ายเรื่องในจวนกั๋วกง
