“ถ้าถึงตอนนั้นไม่มีเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ ฉันจะแบ่งให้สักหน่อย พวกเราอยู่ด้วยกัน ยังไงก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้าง”
“ขอบคุณนะคะ ท่านน้า!”
“ขอบคุณอะไรกัน ฉันก็ช่วยอะไรใหญ่โตไม่ได้หรอก” หญิงชรามองเธอแล้วยิ้ม “ตอนนี้แกหายป่วยแล้ว ฉันได้นั่งคุยกับแกอยู่ตรงนี้ ในใจก็มีความสุขจนบอกไม่ถูก พูดตามตรงนะ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าแกจะหายดี ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วแกเป็นคนอ่อนโยนขนาดนี้ นิสัยน่ารำคาญเมื่อก่อน ดูท่าจะเป็นเพราะป่วยทั้งนั้น”
โจวฉงยิ้มอย่างเขินอาย “ท่านน้าคะ เมื่อก่อนฉันอารมณ์ร้ายมากเลยหรือคะ เมื่อวานฉันเห็นแผลเป็นบนตัวเสี่ยวซู่กับเสี่ยวเมี่ยว กลัวว่าแผลพวกนั้นจะเป็นฝีมือฉันก่อนหน้านี้ คิดแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเลยค่ะ”
“นั่นก็เพราะแกป่วย จะทำอย่างไรได้ล่ะ โชคดีที่เด็ก ๆ ยังสบายดี พวกเขาไม่โทษแกหรอก ตอนนี้แกหายแล้ว ต่อไปก็รักพวกเขาให้มากขึ้นก็พอ”
“แถวนี้มีแค่บ้านเราสองหลังหรือคะ” เมื่อวานเธอถามคำถามนี้กับเด็ก ๆ ไปแล้ว แต่วันนี้ก็ยังอยากถามเฟิงชื่อให้มากขึ้น เพราะนางเป็นผู้ใหญ่ ย่อมรู้เรื่องราวได้รอบด้านกว่า
“ใช่ แถวนี้มีแค่สองบ้านของพวกเรา แต่เดินลงไปไม่ไกลก็ถึงหมู่บ้านแล้ว ใคร ๆ ก็ว่าที่นี่ห่างไกล ดินก็ไม่ดี ปลูกผักอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ฉันอยู่มาหลายปีจนชินแล้ว ที่ห่างไกลก็มีข้อดีของมัน อยู่ในหมู่บ้านมีแต่เรื่องวุ่นวายกับเพื่อนบ้านไม่เว้นแต่ละวัน”
“ท่านยังมีญาติอยู่ในหมู่บ้านไหมคะ”
“ไม่มีแล้ว เดิมทีพวกเราก็เป็นคนนอกที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ญาติข้างนอกขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว ปกติก็ไปมาหาสู่กับท่านน้าไม่กี่คนในหมู่บ้านที่พูดคุยกันรู้เรื่อง บ้านฉันก็เหมือนบ้านแก ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี”
