ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
ยามเจียงจ้าวเยี่ยลืมตาขึ้น ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความหนาว
ในสายตาเห็นแท่งน้ำแข็งห้อยกลับหัวอยู่เป็นกระจุก ยาวสั้นไม่เท่ากัน ไอเย็นหมุนวนรายล้อมคล้ายหมอกควัน ทว่ากลับไม่ดูยุ่งเหยิงหรือน่าหวาดกลัว ตรงกันข้าม มันมีจังหวะบางอย่างที่ยากจะบรรยาย ชวนให้เกิดภาพบรรยากาศงดงามเหนือสามัญราวกับวังจันทราโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานี้ กับภาพตรงหน้านี้ เจียงจ้าวเยี่ยกลับไม่มีอารมณ์ชื่นชม เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะแข็งตายอยู่แล้ว
เขาดิ้นรนอยากพลิกตัวเหมือนปลาติดน้ำแข็ง พอหันหน้าไปมอง ก็เห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นน้ำแข็งสีเทาขาว แผ่นน้ำแข็งหนาเตอะ ด้านล่างพอมองเห็นลวดลายหินแตกร้าวราง ๆ
บนตัวมีเพียงเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นตัวโคร่ง ส่วนเท้านั้นไม่ต้องพูดถึง แม้แต่รองเท้าก็ไม่มี
เจียงจ้าวเยี่ย: “……”
กว่าจะดิ้นรนลุกขึ้นยืนได้ เขาก็ถูแขนที่ขนลุกซู่ไปมาไม่หยุด เท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นน้ำแข็ง หนาวจนกระโดดเหยงอยู่กับที่
“มีใครอยู่ไหม?” เขาลองตะโกนถาม
สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเอง ดังก้องไกลออกไปทีละชั้น ก่อนจะเลือนหายไปในส่วนลึกของถ้ำ
เขาเริ่มสำรวจรอบด้าน
ภาพตรงหน้าคอยย้ำเตือนเจียงจ้าวเยี่ยอยู่ทุกขณะว่า เขาไม่ได้อยู่บ้านตัวเองแล้ว…ดูท่าว่าคงไม่ใช่แม้แต่ในเมืองหวยเฉิงด้วยซ้ำ
เดือนสิงหาคมในเมืองหวยเฉิงยังเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน อากาศร้อนจนเหมือนฟ้าจะลุกเป็นไฟ
แต่ตอนนี้เขากลับอยู่ในถ้ำที่ถูกน้ำแข็งปกคลุม
ดูเหมือนจะเป็นถ้ำธรรมชาติ ปากถ้ำไม่ใหญ่นัก อยู่ห่างจากด้านหลังเขาไปเพียงไม่กี่ก้าว
ปากถ้ำถูกปิดกั้นด้วยกำแพงน้ำแข็งหนาทึบ พอจะมองทะลุออกไปข้างนอกได้ราง ๆ แต่ภาพพร่ามัว ไม่ชัดเจนนัก
เจียงจ้าวเยี่ยพ่นลมหายใจสีขาวออกมา พลางกอดแขนกระชับเข้าหาตัว แล้วค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
ยิ่งเดินไป พื้นที่เบื้องหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น บนผนังน้ำแข็งสองข้างมีร่องรอยคล้ายผ่านการขุดแต่งด้วยมืออยู่ราง ๆ บางจุดถูกสกัดจนเรียบ บนนั้นสลักอักขระคดเคี้ยวไว้ ทว่าถูกน้ำแข็งปกคลุมจนมองไม่ค่อยชัด
พื้นน้ำแข็งใต้เท้าไม่เรียบเสมอกัน บางแห่งนูนขึ้นเป็นสัน บางแห่งเว้าลงไปและมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ สะสมอยู่ ทั้งหนาวทั้งลื่น เขาเดินเท้าเปล่าโซเซไปมา เกือบแหกขาอยู่หลายครั้ง จนต้องคว้าผนังน้ำแข็งข้างกายที่เย็นจนบาดมือไว้พยุงตัว
ถึงอย่างไรเจียงจ้าวเยี่ยก็เป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นที่เพิ่งสอบจบชั้นมัธยมต้น อายุเพิ่งครบ 14 ปีเต็ม อย่างมากก็ฝึกการแปรเปลี่ยนธาตุมาเพียงเดือนเดียว ยังไม่ทันก้าวเข้าสู่ประตูแห่งผู้เหนือสามัญด้วยซ้ำ ร่างกายเป็นเพียงกายเนื้อธรรมดา จะทนความหนาวได้อย่างไร
เขาเดินกระโผลกกระเผลกอยู่ราวสามถึงห้านาที จนใบหน้าหนาวเขียวไปหมด ในที่สุดพื้นที่ด้านหน้าก็เปิดกว้างขึ้นอย่างฉับพลัน
ตรงนั้นเป็นห้องศิลาขนาดไม่เล็ก
สถานที่แบบนี้กลับมีร่องรอยของคนที่เคยอาศัยอยู่เป็นเวลานาน…มนุษย์ถ้ำอย่างนั้นหรือ?
บนเพดานถ้ำฝังไข่มุกเรืองแสงไว้หลายเม็ด แสงไม่สว่างนัก แต่พอให้มองเห็นผังภายในถ้ำได้ เขารีบก้าวเข้าไป พลางสั่นเทิ้มสำรวจรอบด้าน แล้วจึงพบว่าพื้นใต้เท้าไม่ใช่น้ำแข็งอีกต่อไป แต่ปูด้วยแผ่นศิลาที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
บนผิวแผ่นศิลาสลักลวดลายกับอักขระแปลกตาไว้อย่างแน่นขนัด เปี่ยมกลิ่นอายโบราณ คล้ายค่ายกลสักชนิดในผลงานแฟนตาซี
เขารู้สึกว่าหนาวน้อยลงอยู่บ้าง จึงถูใบหน้าที่ชาแข็งแล้วค่อย ๆ เดินเตร่ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
รอบด้านมีโคมไฟตั้งพื้น กระถางธูป และม่านโปร่งบางที่ดูไม่ออกว่าทำจากวัสดุชนิดใด
เจียงจ้าวเยี่ยคิดจะดึงม่านลงมาสักผืนแล้วห่อตัวกันหนาว ทว่าพอเอื้อมมือแตะกลับรู้สึกเหมือนคว้าเนื้อแช่แข็งด้วยมือเปล่า ความเย็นทำเอาเขาสะดุ้งวาบ รีบปล่อยมือทันที
เดินต่อไปไม่กี่ก้าว เขาก็พบโต๊ะศิลาขนาดใหญ่หลังม่าน บนโต๊ะมีข้าวของวางอยู่มากมาย แม้จะดูยุ่งเหยิงแต่กลับเป็นระเบียบอย่างประหลาด
แท่นวางพู่กันที่แขวนพู่กันไว้เต็มแท่น แท่นฝนหมึกที่หมึกแห้งสนิท กระบอกไม้ไผ่ที่เสียบพู่กันไว้หลายด้าม กระถางธูป กระดาษ หนังสือ ที่ทับกระดาษ หยกหลายชิ้นรูปทรงต่างกัน ถุงหอมปักลายประณีต…ใต้ข้าวของเหล่านี้ยังมีผ้าปูโต๊ะที่ดูทำจากวัสดุชั้นดีรองอยู่ด้วย
เจียงจ้าวเยี่ยพลิกดูหนังสือหลายเล่มกับกระดาษที่มีตัวหนังสือเขียนอยู่บนโต๊ะ แต่กลับพบว่าอ่านไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว
เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นตัวอักษรอีกแบบหนึ่ง แปลกหน้าสิ้นเชิง ไม่เหมือนกับตัวอักษรชนิดใดก็ตามที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แม้แต่รูปแบบก็ยังต่างจากอักขระที่สลักบนแผ่นศิลาใต้เท้า
เจียงจ้าวเยี่ยเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
เนื้อเรื่องในนิยายกับอนิเมะที่เคยดูมาตั้งแต่เด็กผุดขึ้นมารุมโจมตีสมอง “ฉันคงไม่ได้ทะลุมิติมาหรอกใช่ไหม?”
เขาหัวเราะแห้ง ๆ ราวกับกำลังปลอบใจตัวเอง “ไม่หรอก ไม่หรอก ไม่น่าจะใช่…มั้ง?”
ด้วยความกังวลหลายอย่าง เจียงจ้าวเยี่ยที่ตอนแรกคิดจะยกผ้าปูโต๊ะมาคลุมตัวกันหนาว จึงไม่ได้ทำเช่นนั้นในท้ายที่สุด
บนโต๊ะมีของวางอยู่มากมาย ถ้าเขาทะลุมิติมาจริง เกิดไปกระตุ้นกลไกหรือค่ายกลอะไรเข้า อาจถึงตายได้ง่าย ๆ
เมื่ออยู่ในสถานที่แปลกหน้า การระวังตัวไว้ก่อนก็เป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่ง
หลังโต๊ะตัวใหญ่มีเก้าอี้ตัวหนึ่งวางอยู่ ถัดไปเป็นฉากพับห้าตอนที่งดงาม
ดูเหมือนด้านหลังฉากจะมีพื้นที่อีกส่วน เจียงจ้าวเยี่ยจึงเดินอ้อมไปโดยไม่รู้ตัว
แล้วก็เกือบตกใจจนตัวลอย
ไม่ไกลนักมีเตียงหยกขาวตั้งอยู่ บนเตียงมีคนคนหนึ่งนั่งอยู่ในสภาพ…เปลือยจนเห็นชัด
พูดให้ถูกคือ มีเพียงโครงกระดูกเดียวดายนั่งอยู่
โครงกระดูกอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ กระดูกสันหลังเหยียดตรง กระดูกมือซ้อนกันวางบนกระดูกเข่า กระดูกเรียวเล็กขาวผ่องราวหยก เปล่งประกายเข้ากับเตียงหยกที่แผ่ไอเย็นอยู่เบื้องล่าง ดูออกว่าก่อนตายเจ้าของร่างน่าจะเป็นคนรูปร่างผอม เสื้อผ้าบนตัวผุพังไปหมดแล้ว เหลือเพียงเศษผ้าสองสามชิ้นห้อยอยู่บนโครงกระดูก สีซีดจางจนมองไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร
เขายืนขนลุกอยู่ข้างฉาก หลังแนบกับผนังศิลาที่เย็นเยียบ จ้องโครงกระดูกนั้นอย่างไม่รู้ว่าควรเดินหน้าหรือถอยหลัง แล้วกลืนน้ำลายลงคอ
เจียงจ้าวเยี่ยกลัวจนแทบแย่
แต่ความอยากรู้อยากเห็นแบบแมวกลับผลักดันให้เขาขยับเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าวอย่างไม่รู้ตัว
เขามองเห็นชัดเจนว่า บนโครงกระดูกสีขาวสะอาดราวกับหยกแกะสลักนั้นมีลวดลายน้ำเงินเย็นจาง ๆ อันลึกลับอยู่ด้วย ลวดลายเหล่านั้นเปี่ยมความงามพิสดาร ทุกเส้นที่ลากดูเร้นลับเกินหยั่งถึง เจียงจ้าวเยี่ยมองได้ไม่นานก็รู้สึกเวียนหัวสมองตื้อ จึงรีบเบือนสายตาหนี
คราวนี้เขาถึงสังเกตเห็นว่ารอบโครงกระดูกยังมีสิ่งของกระจัดกระจายอยู่บ้าง
ขวดหยกหลายใบ ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก บางใบเปิดฝาและล้มตะแคงอยู่ บางใบยังอุดปากขวดด้วยจุกไม้ แผ่นหยกบันทึกหลายชิ้นทั้งที่แตกหักและสมบูรณ์กระจัดกระจายอยู่บนเตียงหยก บางชิ้นหม่นหมองจนแทบกลายเป็นหิน บางชิ้นยังเปล่งประกายแวววาวอย่างนุ่มนวล
ตรงขอบเตียงยังมีกระจกทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือวางคว่ำอยู่ ด้านหลังขึ้นสนิมเขียวเต็มไปหมด
มุมหนึ่งของถ้ำมีหีบไม้หลายใบวางกองกันอยู่ ฝาหีบเปิดแง้ม เผยให้เห็นขวดโหลกับข้าวของกระจัดกระจายอยู่ข้างใน
เจียงจ้าวเยี่ยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หัวใจเต้นกระแทกอกตึกตัก ยิ่งนานก็ยิ่งรัว ลำคอแห้งผากจนรู้สึกตึง
เขาก้มมองมือตัวเอง บนนั้นยังมีคราบเลือดแห้งติดอยู่เล็กน้อย จากนั้นก็เงยหน้ามองโครงกระดูกสีขาวกับแผ่นหยกบันทึกบนโต๊ะศิลา สมองยุ่งเหยิงราวกับโจ๊กหม้อหนึ่ง
“…นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
เสียงของเขาดังก้องอยู่ในถ้ำสองรอบ ก่อนค่อย ๆ จางหายไปในอากาศสลัว
ไม่มีใครตอบเขา
เขาลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สูดลมหายใจลึกหลายครั้ง บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน หรือเกิดเรื่องอะไรกันแน่ ยืนเหม่ออยู่ก็แก้ปัญหาไม่ได้
เจียงจ้าวเยี่ยใช้เวลาปลุกใจตัวเองอยู่นาน ก่อนจะปาดหน้าแล้วค่อย ๆ ย่องไปยังเตียงหยก
หลังเคลื่อนตัวอย่างหวาดเสียวอยู่พักหนึ่ง เขาก็หยุดอย่างระมัดระวังห่างจากเตียงหยกครึ่งเมตร เหยียดแขนออกไปจิ้มกระจกทองแดง แล้วชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า
หลังตรวจดูอย่างละเอียดจนแน่ใจว่ามือไม่เป็นอะไร เขาก็ฉวยกระจกทองแดงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน แล้วถอยห่างออกไปทันที
จนกระทั่งถอยไปอยู่หลังฉาก เขาจึงเริ่มพิจารณากระจกทองแดงในมืออย่างละเอียด
ด้านหลังกระจกที่มีสนิมเขียวขึ้นเต็มไปหมดสลักลายดอกบัวไว้อย่างประณีต กลีบดอกซ้อนกันเป็นชั้น เส้นสายพลิ้วไหล ดูไม่ธรรมดาเลย เขาพลิกกระจกกลับด้าน แล้วพบว่าผิวกระจกไม่ได้ขึ้นสนิมจนหม่นมัวทั้งหมด ยังสะท้อนภาพคนได้อยู่
เจียงจ้าวเยี่ยสบตากับตัวเองในกระจกอย่างไม่ทันตั้งตัว จนสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ—
ดวงตาขวาที่เดิมเป็นสีดำของเขา กลับกลายเป็นสีฟ้าราวกับทะเลสาบน้ำแข็ง
