ตอนครอบครัวของลู่หวยอันเดินเข้าบ้าน ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่าบรรยากาศในห้องพลันเงียบกริบ
ในห้องโถง พ่อลู่กว่างเถียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่ มือถือกระบอกชา แต่ไม่ได้ดื่ม เอาแต่นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น
บ้านของพี่ใหญ่ลู่หวยเต๋อยังซ่อมไม่เสร็จ ตอนนี้จึงอาศัยอยู่ที่บ้านด้วย เขานั่งอยู่ข้างพ่อ ก้มหน้า ไม่มองลู่หวยอัน
ส่วนลู่หวยหมินยิ่งไม่ต้องพูดถึง พอลู่หวยอันก้าวเข้ามา ก็หันหน้าหนีทันที ก่อนจะยืนพิงกรอบประตูสูบบุหรี่ สูบต่อกันมวนแล้วมวนเล่า จนควันในห้องลอยคลุ้งไปหมด
บรรยากาศชวนอึดอัดนี้ทำให้เสิ่นอวี้ฉินประหม่า เธอเผลอกุมมือลู่หวยอันแน่นขึ้น
ทางห้องครัวมีเสียงดังอยู่ตลอด กระทะกับตะหลิวกระทบกันเป็นระยะ กลิ่นหอมลอยออกมาเป็นพัก ๆ แล้วแผ่เข้ามาในห้องโถง
เหอชุนฟาง พี่สะใภ้ใหญ่ ชะโงกหน้าออกมาครึ่งหนึ่งเป็นครั้งคราว คอยเหลือบมองมาทางนี้
บรรยากาศในห้องโถงยังคงชวนอึดอัด ไม่มีใครเริ่มพูดก่อน
ลู่หวยอันกลับไม่ใส่ใจ นั่งเงียบ ๆ หยอกลู่ชิงเล่น
เขางอนิ้วทำเป็นคนตัวจิ๋ว แล้วเดินยุกยิกไปบนฝ่ามือของลูกสาว เด็กหญิงวัยสามขวบหัวเราะคิกคัก เผยฟันน้ำนมซี่เล็ก ๆ ออกมาหลายซี่
ราวยี่สิบนาทีต่อมา น้องสาวคนที่สี่ลู่หวยฟางกับเฉินจื้อเฉียง สามีของเธอ ก็มาถึง ลู่หวยฟางมัดผมหางม้า สวมเสื้อลายดอกตัวหนึ่ง เป็นแบบที่กำลังฮิตที่สุดในสหกรณ์ร้านค้า ราคาตัวละ 8 หยวน ซึ่งลู่หวยอันเป็นคนซื้อให้
“พ่อ แม่ พี่รอง พี่สะใภ้รอง” พอลู่หวยฟางเข้าประตูก็ทักทุกคนก่อน แม้สีหน้าจะดูอึดอัดอยู่บ้าง แต่ก็เป็นธรรมชาติกว่าคนอื่นมาก
“มาแล้วเหรอ หวยฟาง” ลู่หวยอันพยักหน้าให้เธอ ชาติก่อน ในบ้านที่มีแต่คนแซ่ลู่ มีเพียงน้องสาวคนที่สี่คนเดียวที่เคยคิดจะยื่นมือช่วยเขา
ถึงสุดท้ายจะช่วยไม่สำเร็จก็เถอะ...
ไม่นานนัก หวังซิ่วเอ๋อ แม่ของเขา ก็ยกกับข้าวมาเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า วางลงบนโต๊ะในห้อง
มีไข่ผัดกุยช่ายหนึ่งจาน แตงกวาทุบหนึ่งจาน แล้วก็ไข่เป็ดเค็มอีกจาน ผ่าครึ่ง ไข่แดงมันวาวจนมีน้ำมันซึมออกมา สุดท้ายยังยกแกงผักกาดดองใส่วุ้นเส้นมาอีกหม้อ วางไว้ตรงมุมโต๊ะ
ในยุคสมัยนี้ กับข้าวเต็มโต๊ะแบบนี้ก็ถือว่าหรูหราแล้ว ใครจะคิดว่าท้ายที่สุดยังมีไก่ตุ๋นเห็ดมาเพิ่มอีกหม้อ
กับข้าวเต็มโต๊ะ สิ่งที่สะดุดตาที่สุดยังคงเป็นหม้อไก่นั่น
ลู่หวยอันมองหม้อไก่ พลันหัวเราะเย็นชาในใจ
เขานึกขึ้นได้ว่า ชาติก่อน ทุกครั้งที่กลับมากินข้าวที่บ้านเก่า เขาจะหอบเนื้อมาด้วย หวังให้พ่อกับแม่ได้บำรุงร่างกาย
แต่พอถึงเวลากินข้าว แม่ก็มักบอกให้เก็บเนื้อไว้ทำคราวหน้า แล้วทำบะหมี่ง่าย ๆ ใส่ไข่สักฟองก็นับว่ามีเนื้อกินแล้ว
ส่วนเนื้อที่เขาซื้อมาจะหายไปไหน เรื่องนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ ตอนนี้ลู่หวยอันได้แต่คิดว่าเมื่อก่อนตัวเองช่างโง่จริง ๆ
“นั่งกันเถอะ นั่งกัน” หวังซิ่วเอ๋อเอ่ยเรียก
พูดจบ ลู่กว่างเถียนกับหวังซิ่วเอ๋อก็นั่งลงตรงที่นั่งประธานทันที ข้างลู่หวยเต๋อมีเก้าอี้กลมวางอยู่ตัวหนึ่ง คงเตรียมไว้ให้เหอชุนฟาง ลู่หวยฟางกับเฉินจื้อเฉียงเบียดกันอยู่บนม้านั่งยาวตัวเดียว ส่วนลู่หวยหมินนั่งกินที่ม้านั่งยาวคนเดียว แถมยังพาดขาขึ้นไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะเอาลง
โต๊ะกลมมีเก้าอี้ไม่พอ พอถึงครอบครัวของลู่หวยอัน ก็เหลืออยู่เพียงตัวเดียว
เหอชุนฟางเป็นฝ่ายพูดก่อน เธอเพิ่งยกกับข้าวมาวาง จึงยืนอยู่ข้างโต๊ะ กวาดตามองเสิ่นอวี้ฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มหวาน “อวี้ฉิน โต๊ะเบียดกันจนไม่มีที่แล้ว ฉันแบ่งกับข้าวไว้ให้เธอในครัว พาลูกสองคนไปกินตรงนั้นนะ”
สีหน้าของเสิ่นอวี้ฉินไม่ค่อยดีนัก ใครเจอการปฏิบัติที่ลำเอียงแบบนี้ก็คงรู้สึกแย่
เธอไม่พูดอะไร อุ้มลู่หนิงไว้แล้วหมุนตัวจะเดินไปทางห้องครัว
“เดี๋ยวก่อน”
ลู่หวยอันเรียกเธอไว้ เดินเข้าไปจับมือแล้วดึงกลับมา
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น ยกเก้าอี้ที่ว่างอยู่ข้างลู่หวยเต๋อมาวางข้างที่นั่งของตัวเอง แล้วเงยหน้ามองเหอชุนฟาง ก่อนพูดเสียงเรียบว่า “ก็มีที่นั่งว่างอยู่นี่”
หน้าเหอชุนฟางแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอโมโหจนพูดเสียงดัง “ลู่หวยอัน นายหมายความว่ายังไง? นั่นที่นั่งของฉัน เมียายนั่งตรงนี้แล้วฉันจะไม่ได้นั่งกินข้าวหรือไง?”
ลู่หวยอันมองเธอด้วยสายตาเย็นชาแล้วถามว่า “ในครัวไม่ใช่มีข้าวกับกับข้าวเหลือไว้เหรอ เมียฉันไปกินในครัวได้ แล้วทำไมเธอจะไปกินไม่ได้?”
เหอชุนฟางชะงักไปก่อน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้ารองที่ปกติรังแกง่ายที่สุดถึงกล้าพูดกับเธอแบบนี้ แต่แล้วก็ทำท่าจะระเบิดอารมณ์ขึ้นมาอีก
“พอได้แล้ว!”
ลู่กว่างเถียนกระแทกกระบอกชาลงบนโต๊ะ ห้องโถงพลันเงียบกริบ เขามองเหอชุนฟางแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเรียบว่า “ตรงนั้นยังมีที่ว่างข้างลู่หวยหมินอยู่ไม่ใช่หรือ ขยับกันหน่อยก็พอ”
เหอชุนฟางอ้าปากเหมือนจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าส่งเสียงอีก เธอเตะลู่หวยเต๋ออย่างหงุดหงิด บอกให้เขาไปนั่งบนม้านั่งยาวของน้องสาม ส่วนตัวเองก็ไปนั่งที่เดิมของลู่หวยเต๋อ
“กินข้าวเถอะ” ลู่กว่างเถียนยกมือขึ้นเล็กน้อย
ตะเกียบจึงเริ่มขยับ
บนโต๊ะอาหารไม่มีเสียงดังนัก ไม่มีใครพูด มีเพียงเสียงเคี้ยวเบา ๆ เป็นระยะ
หม้อไก่วางอยู่ตรงกลาง ไอน้ำร้อนลอยขึ้นจากเนื้อไก่มันวาว แต่ไม่มีใครกล้าคีบก่อน
ยกเว้นครอบครัวของลู่หวยอัน
ลู่หวยอันคีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งใส่ชามเสิ่นอวี้ฉิน แล้วคีบอีกชิ้นใส่ชามลู่ชิง เขาคีบแล้วคีบอีก ส่วนตัวเองแทบไม่ได้กิน แต่ในชามของภรรยากับลูกสาวกลับเต็มไปด้วยเนื้อไก่
เสิ่นอวี้ฉินแอบใช้ขาแตะเขาเบา ๆ ใต้โต๊ะ
ลู่หวยอันแกล้งทำเป็นไม่รู้สึก ทำเอาเหอชุนฟางจ้องเขาเขม็งด้วยความโกรธ
กินข้าวไปได้ครึ่งหนึ่ง ลู่กว่างเถียนก็วางตะเกียบลง
ชายชราวางมือทั้งสองข้างบนเข่า มองลูก ๆ รอบโต๊ะทีละคน เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเปิดปากพูด “วันนี้ที่เรียกพวกแกมา เพราะมีเรื่องจะบอก”
ตะเกียบของทุกคนหยุดชะงัก
“แม่แกคุยกับฉันแล้ว” เสียงของลู่กว่างเถียนแหบพร่าเล็กน้อย ราวกับกระดาษทรายครูดกับเนื้อไม้ “ครอบครัวเราถึงเวลาแยกบ้านกันได้แล้ว”
แยกบ้าน
สองคำนี้ร่วงลงกลางวง ไม่มีใครในบ้านส่งเสียง
ลู่หวยเต๋อก้มหน้าลงอีกครั้งจนมองไม่เห็นสีหน้า ส่วนลู่หวยหมินที่หรี่ตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน
มีเพียงลู่หวยฟางที่ขมวดคิ้วบาง ๆ ขยับริมฝีปากเหมือนจะพูด แต่พอเฉินจื้อเฉียงสะกิด เธอก็ปิดปากเงียบไป
ร่างของเสิ่นอวี้ฉินแข็งทื่อไปชั่วขณะ ตะเกียบในมือหยุดค้างกลางอากาศ ลู่หนิงดิ้นขยุกขยิกอยู่ในอ้อมแขน เธอจึงรีบก้มหน้าลงปลอบลูก
มีเพียงลู่หวยอันที่คีบเนื้อไก่ขึ้นมากินช้า ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
เขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง
ชาติก่อน พวกเขาแยกบ้านกันหลังจากนั้นครึ่งปี ตอนนั้นเงินในมือเขาถูก “ยืม” ไปจนแทบหมดแล้ว
คราวที่แยกบ้าน เขาได้ที่นาผืนบาง ๆ ริมตลิ่ง บ้านดินสองห้องที่ใกล้พังเต็มที แถมยังได้ “สิทธิ์ใช้งาน” วัวเหลืองแก่ตัวนั้นด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือในนามวัวตัวนี้เป็นของเขา แต่ความจริงยังเป็นของทุกคนในบ้าน
พี่ใหญ่ได้บ้านอิฐกระเบื้องสามห้อง แถมยังได้ที่นาชลประทานที่ดีที่สุดห้าไร่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน
น้องสามได้บ้านเก่าไป แล้วยังได้เงินอีก 500 หยวนเป็น “ทุนตั้งตัว”
แบ่งของลำเอียงเสียจนไม่มีอะไรจะลำเอียงไปกว่านี้แล้ว แต่ชาติก่อนเขากลับยังคิดว่ายุติธรรมดี ควรจะแบ่งกันแบบนี้
ตอนนี้พอมาคิดดู ลู่หวยอันแทบอยากตบหน้าตัวเองในตอนนั้นแรง ๆ สักฉาด
“พ่อ” ลู่หวยอันวางตะเกียบลง พูดด้วยน้ำเสียงช้า ๆ ว่า “แยกบ้านได้ แต่ต้องแบ่งกันอย่างยุติธรรม”
