เสียงดังปั่ก แถบคาดเอวร่วงลงพื้น
จ้าวจืออวิ้นเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือซูอี้อัน เธอถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงก็ฟังดูผิดปกติขึ้นมา “ฉะ ฉันพูดได้อยู่แล้ว”
ซูอี้อันมองเธออย่างไม่ทุกข์ร้อน “ในเมื่อพูดได้ แล้ววันนั้นแกล้งเป็นใบ้ทำไม”
เขาสืบหาเบาะแสมาหลายทาง แต่ก็ไม่พบจุดไหนน่าสงสัย ทว่าเพราะเป็นแบบนี้ ความตื่นตระหนกของจ้าวจืออวิ้นในตอนนี้จึงยิ่งดูมีพิรุธ ซูอี้อันมั่นใจว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพบจ้าวจืออวิ้นมาก่อน และไม่เคยติดต่อข้องเกี่ยวกับเธอด้วย
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมพอเห็นเขา เธอถึงรู้สึกผิด?
จ้าวจืออวิ้นไม่อยากพูด แต่ในสถานการณ์แบบนี้ หากยังเงียบต่อไปก็ยิ่งน่าสงสัยกว่าเดิม เธอจึงแสร้งบีบเสียงพูด “วันนั้น... เจ็บคอ”
พูดจบเธอก็ก้มลงเก็บแถบคาดเอว เม้มปากแล้วเดินอ้อมซูอี้อันที่ขวางอยู่ ตั้งใจจะรีบหนีออกจากสถานที่วุ่นวายแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นข้ามตัวเธอไปปิดประตูทันที
จ้าวจืออวิ้นตกใจลนลาน “คุณจะทำอะไร!”
พอเธอตกใจ เสียงจริงก็ปิดบังไว้ไม่อยู่
แววตาของซูอี้อันค่อย ๆ มืดลง เขาก้าวเข้าไปหาเธอทีละก้าว จนต้อนเธอไปจนมุมกำแพง จากนั้นจึงเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผู้หญิงคนนั้นในคืนวันนั้นคือคุณ”
“ไม่ใช่ฉัน คุณจำคนผิดแล้ว!” จ้าวจืออวิ้นรีบปฏิเสธ เธอไม่ได้ตัวเล็ก แต่เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าซูอี้อันที่สูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตร ก็ยังดูบอบบางกว่าอยู่ดี
ซูอี้อันจ้องตาเธอ “ฉันไม่มีทางลืมกลิ่นกายกับเสียงของคุณ ยิ่งไม่มีทางจำผิด”
