หลังกินข้าวเสร็จ หานชิงเมิ่งก็มุ่งหน้าไปทางคณะนาฏศิลป์ทันที
หานชุนหยาเรียกขึ้นว่า “จะไปไหน รถออกบ่ายสองโมงแล้วนะ!”
หานชิงเมิ่งไม่ได้ยินเสียงนั้น เธอวิ่งไปถึงห้องทำงานคณะนาฏศิลป์ ข้างในจ้าวเสวี่ยฟางกำลังปรึกษางานกับเพื่อนร่วมงานไม่กี่คน เห็นเธอเข้ามาก็ขมวดคิ้ว “ทำไมไม่เคาะประตูก่อน?”
หานชิงเมิ่งกัดปาก “คุณอาเสวี่ยฟาง หนูมีเรื่องด้วยค่ะ”
ปกติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เธอมักเรียกอีกฝ่ายว่าหัวหน้าคณะจ้าว คิดว่าการทำแบบนี้แสดงถึงความพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่เส้นสาย นี่เป็นครั้งแรกที่เรียกอาในฐานะญาติต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้
จ้าวเสวี่ยฟางมองเธอแวบหนึ่งโดยไม่แสดงสีหน้า แล้วยิ้มให้คนอื่นๆ “เอาเป็นว่าวันนี้แค่นี้ก่อน เรื่องการแสดงค่อยติดต่อกันทีหลัง”
ทุกคนมองหานชิงเมิ่ง ก่อนจะปิดประตูให้อย่างใส่ใจ
เมื่อเหลือเพียงสองคน จ้าวเสวี่ยฟางจึงทำสีหน้าเคร่งขึ้น “ชิงเมิ่ง เรื่องที่ต้องแยกส่วนตัวกับงานออกจากกัน วันแรกที่เธอมาคณะนาฏศิลป์ ฉันบอกเธอไปแล้ว”
แม้ทั้งสองจะเป็นญาติกัน แต่จ้าวเสวี่ยฟางดูแลเธอในเรื่องชีวิตประจำวันได้ ส่วนงานในคณะจะไม่เข้าไปแทรกแซงเด็ดขาด
แต่ถึงแม้หานชิงเมิ่งจะเรียกอีกฝ่ายว่าหัวหน้าคณะจ้าวอย่างเคร่งครัด คนข้างล่างก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเธอ จึงมีอภิสิทธิ์ให้มากมาย ดังนั้นที่หานชิงเมิ่งได้เป็นนักเต้นนำ ส่วนหนึ่งก็เพราะเส้นสายนี่แหละ
ทว่าหานชิงเมิ่งก็มีความสามารถ จ้าวเสวี่ยฟางจึงไม่ติดใจอะไร
หานชิงเมิ่งยืนอยู่ตรงหน้าเธอ น้ำตาคลอเบ้าขึ้นมา “หัวหน้าซ่งก็มาที่นี่ ทำไมคุณไม่บอกหนูล่วงหน้า? แล้วทำไมถึงรับซูจินเล่อเข้าคณะ ในเมื่อคุณก็รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหัวหน้าซ่ง!”
