คืนนี้คังซินฮุ่ยสวมเสื้อไหมพรมเข้ารูปสีแดงกุหลาบ ขับเน้นรูปร่างช่วงบนของเธอให้โดดเด่นเป็นพิเศษ
ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์รัดรูปสีน้ำเงินเข้ม เวลาเดินส้นรองเท้ากระทบพื้นดังแต๊ก ๆ
เดิมทีเธอกำลังคุยกับเพื่อนร่วมชั้นอยู่ พอเห็นจางอวี้ยืนอยู่ตรงหน้าเฮ่อสวิ่น รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง
ตั้งแต่จางอวี้เดินไปคุยกับเฮ่อสวิ่น สายตาของคังซินฮุ่ยก็ไม่เคยละไปจากทางนั้น
ตอนแรกเธอยังอดทนได้ คิดว่าจางอวี้คงแค่คุยเล่นสองสามประโยค แต่พอเห็นจางอวี้หยิบโทรศัพท์ออกมาบันทึกเบอร์ เธอก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป
คังซินฮุ่ยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหลิวซาซายังพูดกับเธออยู่ เดินตัดผ่านห้องไปครึ่งหนึ่งตรงไปหาเฮ่อสวิ่น
เจียงฮ่าวเห็นก่อนเป็นคนแรก “ให้ตายสิ พี่ซินฮุ่ยมาแล้ว!”
เฮ่อสวิ่นหันข้างไปมอง ก็เห็นคังซินฮุ่ยเดินมาหยุดตรงหน้าแล้ว
เธอไม่แม้แต่จะมองจางอวี้ เพียงหันหน้าไปถามเฮ่อสวิ่น น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่คนรอบข้างได้ยินกันทั่ว “เฮ่อสวิ่น เครื่องบินพรุ่งนี้ออกเก้าโมงครึ่ง พวกเราจะออกเดินทางกันกี่โมงเหรอ?”
สิ้นคำ บรรยากาศก็เงียบไปครึ่งวินาที
ปี 2006 การได้นั่งเครื่องบินถือเป็นเรื่องที่นักศึกษาส่วนใหญ่นำไปคุยอวดได้
นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหรงเฉิงมาจากทั่วทุกสารทิศ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากครอบครัวธรรมดา
เวลาเดินทางไกล รถไฟสีเขียวชั้นนั่งแข็งเป็นเรื่องปกติ ส่วนตั๋วตู้นอนยังต้องกัดฟันถึงจะยอมซื้อ
ส่วนตู้นอนนุ่มหรือตั๋วเครื่องบินนั้น มีแต่ลูกหลานบ้านคนรวยที่กล้าฝันถึง
สายตาของนักศึกษาชายสองสามคนที่อยู่ข้าง ๆ พลันเปลี่ยนไปทันที
