บรรยากาศพลันอึดอัดและกระอักกระอ่วนขึ้นมา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างค่อย ๆ เบาลง ทุกคนต่างดูออกว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนพึมพำเสียงเบาว่า
“ดูท่าทีของสือโถวแล้ว เหมือนจะไม่พอใจหลิววังนะ...”
“จะไม่พอใจได้ยังไง เมื่อก่อนสนิทกันเหมือนเป็นคนคนเดียวกันแท้ ๆ แต่พอเกิดเรื่องใหญ่กับครอบครัว หลิววังกลับไม่พูดอะไรสักคำ”
“เฮ้อ ก็จริง ปกติเรียกกันว่าพี่น้อง พอถึงคราวคับขันกลับพึ่งพาไม่ได้เลย...”
หลิววังยืนอยู่ตรงนั้น จะไปก็ไม่ใช่ จะอยู่ต่อก็ไม่เชิง ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด
ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้อย่างแท้จริงว่า บางสิ่งได้แตกสลายไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เขาเลือกยืนดูอย่างเย็นชา
เฉินสือโถวไม่มองเขาอีก สายตากวาดผ่านชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่นอกแนวรั้ว สีหน้าของคนเหล่านั้นมีทั้งอยากรู้อยากเห็น เห็นอกเห็นใจ และไม่ใส่ใจ ล้วนอยู่ในสายตาของเขา
หัวใจของเขาเย็นเยียบ
ใช่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนในหมู่บ้านกับครอบครัวของพวกเขาไม่ได้สนิทสนมกัน เขาเข้าใจได้ อย่างไรเสียครอบครัวของเขาก็เป็นคนต่างถิ่น แถมยังมีแม่ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อีกคน
แต่แม้แต่เพื่อนที่เขาคิดว่าสนิทที่สุดยังเป็นเช่นนี้ วันนี้เขาจึงได้ลิ้มรสความอบอุ่นและเย็นชาของน้ำใจผู้คนอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาก้มหน้าเอ่ยกับหลี่ซิ่วซิ่วที่มีสีหน้าเป็นห่วง และเฉินเสี่ยวซุยที่แววตาสงบนิ่ง ซึ่งยืนอยู่ข้างกายเสียงเบา “ไม่เป็นไร กินข้าวกันเถอะ”
หลังมื้อกลางวัน ชาวบ้านที่มามุงดูในลานบ้านก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันไป
เฉินสือโถวกำลังช่วยหลี่ซิ่วซิ่วเก็บชามตะเกียบ ก็เห็นน้องชายคนที่สาม เฉินต้าเฉย ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงประตูรั้ว มือกอดอกไว้
