หลินเหย่กลืนข้าวที่ผสมทั้งธัญพืชหยาบและกลิ่นหอมของเนื้อเข้าไป ก่อนพยักหน้าแรง ๆ แล้วฉีกยิ้ม
“ท่านแม่ไม่รู้หรอก ระหว่างทางกลับข้าได้แต่แทะหมั่นโถวแห้ง ทั้งแข็งทั้งจืดชืด ข้าวฝีมือคนที่บ้านนี่แหละหอมที่สุด! กับข้าวที่ท่านพ่อทำก็อร่อยจริง ๆ!”
หลินชิวเซิงมองลูกชาย แล้วมองภรรยาที่ในที่สุดก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาบนใบหน้า ก้อนหินใหญ่ในใจที่กดทับมานาน ราวกับถูกขยับออกไปจนเกิดช่องว่างเล็ก ๆ
เขาคีบเนื้อแดดเดียวชิ้นหนึ่งซึ่งมีอยู่ไม่กี่ชิ้น เนื้อนุ่มเปื่อยจากการนึ่ง ใส่ลงในชามของลูกชายเงียบ ๆ
“ท่านพ่อ ท่านกินเถอะ...” หลินเหย่ทำท่าจะปฏิเสธ
“กินของเจ้าไป พ่ออิ่มแล้ว” หลินชิวเซิงพูดตัดบท น้ำเสียงยังคงแหบพร่าอยู่บ้าง แต่หนักแน่นจนไม่อาจโต้แย้ง
ชั่วขณะนั้น ในห้องเหลือเพียงเสียงชามกับตะเกียบกระทบกัน และเสียงหลินเหย่กินข้าว
เสียงเหล่านั้นขับไล่ความเงียบงันที่ปกคลุมมาหลายวัน และนำความมีชีวิตชีวาอันคุ้นเคยของคำว่า ‘บ้าน’ กลับคืนมา
หลินเหย่กินอาหารมื้อง่าย ๆ ที่แสนอบอุ่นนี้ พลางรับรู้ถึงสายตาของพ่อแม่และน้องสาว ก็รู้สึกว่าความลำบากและอันตรายตลอดทางคุ้มค่าแล้ว
เขารู้ว่าเสบียงในบ้านคงเหลือไม่มาก ข้าวมื้อนี้ที่มีเนื้อแห้ง คงเป็นของที่คนในบ้านประหยัดเก็บไว้ตลอดช่วงที่ผ่านมา พักนี้พวกเขาคงไม่ได้กินดี ๆ กันเลย
เขาวางชามลง มองบิดาแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว ต่อไปงานล่าสัตว์ให้ข้าทำเอง ท่านขาไม่ดี ก็พักอยู่บ้านคอยดูแลท่านแม่เถอะ รอแขนข้าหายดีแล้ว ข้าจะเข้าป่า!”
