รถเทียมล่อของขบวนพ่อค้าโคลงเคลงไปมาตลอดสามวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองหยุนอู้
เฉินสือโถวกับหลินเหย่กล่าวขอบคุณผู้ดูแลหู ก่อนลงจากรถ เมื่อยืนอยู่ตรงปากเมืองอันคุ้นเคย ทั้งคู่ก็ถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกัน ในที่สุดก็กลับมาถึงถิ่นของตัวเองเสียที!
ยามเช้าด้านนอกเมือง มีรถวัวจากหลายหมู่บ้านจอดรอรับส่งผู้โดยสารอยู่แล้ว
หมู่บ้านสือซีค่อนข้างยากจน ไม่มีรถวัวเป็นของตัวเอง แต่หมู่บ้านขู่จู๋หลิ่งที่อยู่ข้างเคียงมีรถวัวเก่า ๆ โทรม ๆ คันหนึ่ง ทุกวันจะออกเดินทางตามเวลาที่กำหนด พาชาวบ้านจากหมู่บ้านสือซี ซางจู๋หลิ่ง ไป๋สือวา ขู่จู๋หลิ่ง และลู่หมิงเจี้ยนเข้ามาในเมือง จากนั้นก็กลับในเวลาที่กำหนด ได้เงินค่าแรงเล็ก ๆ น้อย ๆ พอประทังชีวิต
เมืองหยุนอู้มีรูปร่างคล้ายปากแตร ลู่หมิงเจี้ยนอยู่ลึกเข้าไปด้านใน โดยมีไป๋สือวาอยู่เยื้องตรงข้าม ถัดออกมาเป็นขู่จู๋หลิ่ง ส่วนซางจู๋หลิ่งอยู่ถัดออกไปจากไป๋สือวา หมู่บ้านทั้งสองตั้งอยู่คนละด้านของสันเขาที่นูนยื่นออกมา ข้างซางจู๋หลิ่งคือหมู่บ้านสือซี และจากหมู่บ้านสือซียังต้องนั่งรถวัวอีกหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงเมือง
เฉินสือโถวมองเห็นรถวัวคันคุ้นตาที่วิ่งเอื่อย ๆ อยู่แต่ไกล บนรถมีหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่สองคน ทั้งคู่เป็นชาวหมู่บ้านสือซี คนหนึ่งแซ่ม่า อีกคนแซ่ซุน พวกนางขึ้นชื่อว่าเป็นคนรู้ข่าวไวและชอบนินทาชาวบ้าน
เขาร้อนใจอยากกลับบ้าน จึงประคองหลินเหย่แล้วเร่งฝีเท้าไปทางรถวัว
“พี่หลิว ให้พวกข้าติดรถไปด้วยสักช่วงเถอะ!”
เฉินสือโถวตะโกนเรียกท่านลุงหลิวแห่งหมู่บ้านขู่จู๋หลิ่งที่กำลังขับรถ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนที่แทบเก็บไว้ไม่อยู่
