สิ่งสุดท้ายที่เฉินสือโถวเห็น คือหลี่ซิ่วซิ่วที่เดินออกมาจากในบ้าน
นางซูบซีดกว่าที่เขาจำได้มาก เบ้าตาลึกโหล โหนกแก้มเด่นชัด เสื้อผ้าที่เคยพอดีตัวบัดนี้กลับหลวมโพรกบนร่าง ใบหน้าฉายแววประหลาดใจและหวาดผวา ราวกับต้องอยู่ในความตึงเครียดมาเป็นเวลานาน
เมื่อหลี่ซิ่วซิ่วมองเห็นชายที่เปื้อนฝุ่นโคลนและยังมีชีวิตอยู่ตรงกลางลานชัด ๆ ร่างทั้งร่างของนางก็แข็งค้างราวกับถูกสกัดจุด ยืนนิ่งอยู่กับที่
นางลืมแม้กระทั่งหายใจ ลืมว่าจะตอบสนองอย่างไร ทำได้เพียงจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย ราวกับขยับเพียงนิด ภาพลวงตานี้ก็จะหายไป
เฉินสือโถวมองภาพอันน่าเวทนาตรงหน้า:
“บ้าน” ที่ทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือสภาพ ภรรยาที่ซูบผอมจนแทบจำไม่ได้ ลูกสาวที่หน้าซีดเผือดและมีบาดแผลบนหน้าผาก รวมถึงเจ้าลูกชายทึ่ม ๆ ที่กอดขาเขาพลางร้องเรียก “ท่านพ่อ” อย่างตื่นเต้น...
ความเจ็บปวดราวหัวใจถูกฉีกกระชากและความรู้สึกผิดมหาศาลถาโถมเข้าใส่เขาในพริบตา
ลำคอของเขาตีบตันอย่างหนัก น้ำตาเอ่อคลอขึ้นอย่างรวดเร็วในดวงตาที่แดงก่ำ
เขาก้มลงอุ้มลูกชายเข้ามากอดแน่น ก่อนเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยริมฝีปากที่สั่นระริกว่า:
“ซิ่วซิ่ว เสี่ยวซุ่ย ข้ากลับมาแล้ว!”
หลี่ซิ่วซิ่วได้สติขึ้นมาในทันที ความยินดีอย่างท่วมท้นและความคับข้องใจที่เก็บกดมาตลอดช่วงนี้ประดังเข้ามาราวกับเขื่อนแตก พังทลายความเข้มแข็งทั้งหมดของนางลงในพริบตา
นางพุ่งเข้ามาราวกับคนเสียสติ มือทั้งสองสั่นเทา อยากแตะต้องเฉินสือโถว แต่ก็กลัวว่านี่จะเป็นเพียงภาพลวงตา
“สือโถว! สือโถว! เป็นเจ้าจริง ๆ! เจ้ายังไม่ตาย! เจ้ายังไม่ตาย!”
