จางเฉียวจือรีบดึงแขนเสื้อสามี กระซิบเตือนว่า “ต้าเฉย พูดให้น้อยหน่อย...”
นางเห็นใจครอบครัวรอง แต่ก็กลัวจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เฉินเสี่ยวซุยเอนกายพิงมารดา มองปฏิกิริยาของทุกคนอย่างละเอียด
ความเย็นชาและเด็ดขาดของท่านปู่ ความใจแคบและโหดร้ายของท่านย่า ความสะใจของครอบครัวท่านลุงใหญ่ และความใจดีอันน้อยนิดแต่ไร้เรี่ยวแรงของท่านอาสาม...
ทุกอย่างแทบไม่ต่างจากเรื่องราวที่นางได้ยินจากปากน้องชายใน “ความฝัน” ภายหลังเลย
หัวใจของนางเย็นเยียบ ทว่าความตั้งใจที่จะจากไปกลับยิ่งแน่วแน่ขึ้น
นางดึงชายเสื้อด้านหลังของมารดาเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า “ท่านแม่ รับปากเถอะ เราไปกัน...”
หลี่ซิ่วซิ่วได้ยินเสียงบุตรสาว จึงก้มลงมองดวงตากระจ่างใสคู่นั้น ซึ่งแฝงความสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยวผิดวัย นางนึกถึงคำพูดของบุตรสาวเมื่อคืน และ “ยา” ที่ไม่รู้ที่มาแต่ดูเหมือนจะได้ผล เมื่อมองใบหน้าตรงหน้าเหล่านี้ซึ่งมีทั้งความเย็นชา เจ้าเล่ห์ และอับจนหนทาง ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความพึ่งพิงที่นางมีต่อสกุลเฉินเป็นครั้งสุดท้ายก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ยืดแผ่นหลังที่ค้อมงอจากการทำงานหนักมาหลายปีให้ตรง แม้เสียงจะแหบพร่า แต่กลับสงบนิ่งราวกับตัดสินใจทุ่มสุดตัวแล้ว
“ได้ แยกบ้าน พวกเราจะไป”
โถงกลางพลันเงียบกริบ
ทุกคนมองหลี่ซิ่วซิ่วด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่านางจะยอมง่ายดายเพียงนี้
เถียนฟางชะงักไป ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นความสะใจปนรังเกียจ
“ถือว่าเจ้ารู้จักเจียมตัว! สภาพในบ้านเป็นอย่างไรพวกเจ้าก็รู้ ไม่มีเงินกับเสบียงเหลือพอจะแบ่งให้หรอก กระท่อมเก่า ๆ ที่ท้ายหมู่บ้านนั่น เอาไปเป็นที่ซุกหัวนอนก็แล้วกัน ส่วนหม้อชามจานช้อน ให้หม้อเก่า ๆ หนึ่งใบกับชามบิ่นสองใบ ข้าวสาร...เห็นแก่เด็ก ๆ จะให้ข้าวกล้องห้าจิน ไม่สิ สามจิน!”
