หวังซื่อพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงเจือความดูแคลนอยู่หลายส่วน
“เถียนฟางคนนั้น เถียงสู้คนอื่นไม่ได้ก็เรียกทั้งสามีและลูกชายคนโตที่ตอนนั้นอายุแค่ 16-17 ปีมารุมทำร้ายยายจ้าว! ลงมือโหดเหี้ยมมาก ถึงกับตีขาข้างหนึ่งของยายจ้าวหักเลย!”
หลินเหย่ได้ฟังถึงตรงนี้ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าตอนสาว ๆ แม่ของลุงเฉินจะดุดันและโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” หลินซีฟังจนเคลิ้ม ลืมเติมฟืนไปเสียสนิท
“หลังจากนั้นหรือ? ก็ต้องทำให้ทางการแตกตื่นน่ะสิ!” หวังซื่อตอบ
“แต่ครอบครัวเฉินหนีภัยแล้งมา ไม่มีเงินสักอีแปะ มีแต่ชีวิตเดียว เจ้าหน้าที่มาถึงก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น? เถียนฟางคนนั้นถึงกับผลักลูกชายคนรองที่ตอนนั้นอายุแค่ 16 ปีออกไปรับผิดแทน ก็คือเฉินสือโถวที่พวกเจ้าพูดถึงนี่แหละ! นางบอกว่าเขาเป็นคนลงมือ!”
หลินเหย่กำหมัดแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล
หลินชิวเซิงสูบยาเส้นเข้าไปลึก ๆ ควันลอยคลุ้งอยู่เบื้องหน้า คิ้วขมวดมุ่น
หวังซื่อถอนหายใจ “เด็กสือโถวต้องรับผิดแทนแม่กับพี่ชาย ถูกจับไปซ่อมกำแพงเมืองอยู่ครึ่งปี กว่าจะได้กลับมาก็ต้องทนทุกข์ทรมานแทบแย่ ตั้งแต่นั้นชื่อเสียงของเถียนฟางที่ทั้งปากร้าย ใจโหด แถมยังผลักลูกแท้ ๆ ไปรับผิดแทนก็แพร่กระจายไปทั่ว ใครจะกล้าไปยุ่งกับครอบครัวนั้นง่าย ๆ ล่ะ ไม่แปลกที่ตอนนี้สือโถว...เฮ้อ มีแม่แบบนั้น จะหวังให้ชีวิตดีได้อย่างไร?”
ห้องครัวเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงน้ำในหม้อเดือดปุด ๆ ราวกับใกล้เดือดแต่ยังไม่เดือด
ในที่สุดหลินเหย่ก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดแววตาของลุงเฉินยามเผชิญหน้ากับแม่จึงเย็นชาและสิ้นหวัง เหตุใดเขาจึงตัดขาดความสัมพันธ์ได้เด็ดขาดถึงเพียงนั้น
