เขาเงยหน้าพรวด ดวงตาแดงก่ำจ้องคนที่พูด ก่อนจะส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ จากลำคอราวกับสัตว์ป่า
“อดทนงั้นหรือ? จะให้อดทนยังไง?! ลูกชายข้าตายแล้ว! ตายไปแล้ว!!”
เขาคว้าชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่วางอยู่ข้างมือฟาดลงพื้นอย่างแรง เศษชามกระเด็นกระจาย ทำเอาคนที่มาเยี่ยมตกใจจนเงียบกริบ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ
ทุกคนมองหน้ากัน ต่างก็เข้าใจดีอยู่แก่ใจ
ในชนบทเช่นนี้ ลูกชายคือเสาหลักของชีวิต เป็นที่พึ่งยามแก่เฒ่า เป็นความหวังในการสืบทอดตระกูล
บ้านหลินไม่ได้แค่เสียลูกชายไปคนหนึ่ง แต่ฟ้าถล่มลงมาแล้ว สายสกุลก็ขาดสิ้น!
ความเจ็บปวดเช่นนี้ คำปลอบโยนใด ๆ ก็เป็นเพียงการเกาคันผ่านรองเท้า
ท้ายที่สุด ทุกคนทำได้เพียงทิ้ง “น้ำใจ” เล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ แล้วพูดคำลอย ๆ ว่า “มีเรื่องอะไรก็เรียกได้” ก่อนจะส่ายหน้า ถอนหายใจ แล้วจากไป
เหลือเพียงความเงียบงันและความสิ้นหวังทั่วทั้งบ้านหลิน
ทุกคนรู้ดีว่า บาดแผลใหญ่หลวงเช่นนี้มีเพียงเวลาเท่านั้นที่อาจเยียวยาได้…แต่ก็อาจไม่มีวันสมาน
บ้านหลินคงยากจะกลับมาตั้งตัวได้อีก
บางครั้งพวกผู้หญิงแอบคุยกันลับ ๆ ก็ได้แต่ลดเสียงลงกว่าเดิม
“เฮ้อ บ้านหลินคราวนี้คงสิ้นสายสกุลแล้ว…”
“ถ้าเจียงเหอทนไม่ไหวอีกคน ชิวเซิงก็คง…”
ถ้อยคำเต็มไปด้วยความเห็นใจ ทว่าก็แฝงความยอมรับต่อความจริงอันโหดร้ายอยู่ด้วย
-
หลินเหย่ลงจากเกวียนวัวตรงทางแยกระหว่างขู่จู๋หลิ่งกับไป๋สือวา แล้วจ่ายค่าโดยสาร
เขาใช้ผ้าคล้องแขนที่บาดเจ็บไว้ มองทางเล็ก ๆ ที่คุ้นตา ความตื่นเต้นปนกังวลที่กลับถึงบ้านเกิดก็เอ่อท้นอยู่ในอก
