เจียงชูหนิงยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยว่า “คุณหลิ่ว ว่ามาได้เลย”
หลิ่วอวิ้นเหลือบมองเธออย่างไม่พอใจเล็กน้อย
“มีอะไรให้พูดอีกล่ะ ลูกน้องของหลิวซานเอ๋อร์พึ่งพาได้อยู่ พอสองคนนั้นบุกเข้ามา พวกเราก็ได้รับข่าวแล้ว ฉันกับเธอไม่ได้หนี แค่ซ่อนปืนไว้ใต้โต๊ะ”
“พอสองคนนั้นเข้ามา ก็ไม่ได้เห็นพวกเราอยู่ในสายตา เดินเข้ามาด้วยสายตาหื่นกระหาย จากนั้นพวกเราก็ยิง แค่นั้นก็จัดการได้แล้ว”
เธอเล่าอย่างราบเรียบและไม่ใส่ใจนัก
แววตาของหลินเซียวฉายความจนใจวูบหนึ่งเมื่อได้ยิน
“ง่ายจริง ๆ”
หลิ่วอวิ้นเผยอริมฝีปากแดงระเรื่อก่อนเอ่ยว่า “ยังดีที่นายมีมโนธรรม รู้จักเตรียมปืนให้ชูหนิงด้วย ถ้ามีปืนแค่กระบอกเดียว แล้วเปิดโอกาสให้พวกนั้นตั้งตัวได้ก็คงแย่แน่”
สิ้นเสียง แววชื่นชมก็วาบผ่านดวงตาคู่งามของเธอ
หลินเซียวไม่ได้พูดอะไรต่อ
“ไปกันเถอะ กลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เขาขับรถมุ่งหน้าไปทางตัวเมือง
ลู่ยี่ถูกส่งไปให้หลิวซานเอ๋อร์จัดการแล้ว เรื่องแบบนี้ให้หลิวซานเอ๋อร์ลงมือย่อมง่ายกว่า
เจียงชูหนิงมองหลินเซียวที่กำลังขับรถ อารมณ์ที่ปั่นป่วนถึงค่อย ๆ สงบลงอย่างแท้จริง
คืนนี้เธอตกใจมากจริง ๆ
หลินเซียวขับรถไปพลางครุ่นคิดไปพลาง แววตาเย็นเยียบวูบไหว
“สำนักเจินอู่ยังมีผู้เก่งกาจเหลืออยู่อีกไหม?” เขาถาม
หลิ่วอวิ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“น่าจะไม่มีแล้วมั้ง เหมือนจะเหลือแค่เจ้าสำนักใหญ่คนเดียว” เธอเผยอริมฝีปากแดงเรื่อ ตอบกลับ