หลังพูดจบ ฉู่เหยาเหยาก็รู้สึกกระดากอายขึ้นมา
เธอไม่ใช่คนแบบนี้ ทั้งยังไม่รู้จักออดอ้อนใคร
แต่ไม่รู้ทำไม พออยู่ต่อหน้าหลินเซียว น้ำเสียงเช่นนี้กลับหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว
หลินเซียวกลับไม่ทันสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติ
“ได้สิ ไม่ต้องเกรงใจ มีอะไรก็บอกฉันได้เสมอ” เขายิ้มพลางตอบ
ฉู่เหยาเหยาพยักหน้าแรง ๆ
“ได้ค่ะ”
หลังพูดคุยกันอีกสองสามคำ หลินเซียวก็ถามไถ่สถานการณ์คร่าว ๆ แล้วให้ฉู่เหยาเหยากลับไป
เขาก้มมองถุงผ้าในมือ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ได้เงินมาอีกก้อนแล้ว ใกล้จะเป็นมหาเศรษฐีเข้าไปทุกที
เขากลับเข้าไปในห้องทำงาน
เมื่อมีเงินลงทุนก้อนใหม่เข้ามา ทั้งบริษัทก็เริ่มวุ่นวาย มีเพียงทางหลินเซียวที่ยังคงเงียบเชียบไม่มีความเคลื่อนไหว
ไม่นาน โทรศัพท์ก็สั่นเบา ๆ สองครั้ง
หลินเซียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเหลือบมอง เป็นข้อความจากซูเมี้ยวเมี้ยว
เหมียวเหมียว: เดี๋ยวยังยุ่งอยู่ไหม?
มุมปากหลินเซียวค่อย ๆ ยกขึ้น
ปรมาจารย์หลิน: กลัวฉันพูดแล้วไม่ทำหรือไง?
เมื่อเห็นข้อความตอบกลับจากหลินเซียว ซูเมี้ยวเมี้ยวก็ยิ้มกว้างขึ้นทันที ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความยินดี
เหมียวเหมียว: เปล่าสักหน่อย ก็แค่กลัวคุณยุ่ง ถ้าคุณไม่มา คืนนี้ฉันคงแย่แน่
หลินเซียวขมวดคิ้วน้อย ๆ
ปรมาจารย์หลิน: มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?
เหมียวเหมียว: มีรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงข้ามร้านทองนานแล้ว ไม่ขยับเลย รู้สึกเหมือนกำลังจับตาดูฉันอยู่
