ชายฉกรรจ์คนหนึ่งโน้มตัวลงข้างจ้าวหม่านถัง แล้วกระซิบว่า “นายท่าน คนมาแล้วครับ”
จ้าวหม่านถังจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่ดูชราภาพฉายประกายคมกริบ
เขาเงยหน้ามองซูปิ่งหลง
เพียงแค่สายตาธรรมดา ๆ กลับทำให้ซูปิ่งหลงรู้สึกกดดันขึ้นมาอย่างมาก
ครั้งหนึ่งการก่อตั้งกลุ่มบริษัทซูก็ขาดเงินสนับสนุนจากจ้าวหม่านถังไม่ได้ แม้ตอนนี้กลุ่มบริษัทซูจะกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งแล้ว แต่เมื่อเทียบกับตระกูลจ้าวก็ยังอ่อนแอเกินไป ชะตาของกลุ่มบริษัทซูจะเป็นหรือตาย จ้าวหม่านถังตัดสินได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียว
ตอนนี้เขาได้แต่หวังว่าจ้าวหม่านถังจะพาลพาโลมาถึงตระกูลซูน้อยที่สุด สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือโยนความผิดไปให้คนอื่น
ไม่นาน สองสามีภรรยาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวหม่านถัง
“คุณจ้าว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
ซูปิ่งหลงหยุดเดินพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ท่าทางสุภาพอย่างยิ่ง
มารดาซูก็ฝืนยิ้มออกมาเช่นกัน
แต่หลังจากสิ้นเสียง จ้าวหม่านถังกลับไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ เพียงจ้องมองพวกเขาอย่างเย็นชา
บรรยากาศกระอักกระอ่วนขึ้นเล็กน้อย
ซูปิ่งหลงหุบยิ้ม ไม่พูดอ้อมค้อมและเข้าประเด็นทันที
“คุณจ้าว เรื่องของจวิ้น…เกี่ยวข้องกับเหมียวเหมียว ลูกสาวบ้านเราจริงครับ แต่ขอให้เชื่อผมเถอะว่ามันเป็นแค่ความเกี่ยวข้องเล็กน้อย ไม่ใช่เหมียวเหมียวไปยุยงให้ใครลงมือแน่นอน เหมียวเหมียวกับจวิ้นเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เธอไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นได้หรอกครับ”
เขาอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
พอเอ่ยถึงจ้าวจวิ้น แววตาของจ้าวหม่านถังก็ปรากฏประกายอำมหิตขึ้นอีกครั้ง
