เขารีบอธิบายว่า “อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันหมายถึงพวกเธอเป็น... เอ่อ... ลูกน้องของฉัน? ไม่สิ คือ... ช่างเถอะ ลองคิดเอาเองแล้วกัน”
หลินเซียวกระอักกระอ่วนอยู่ตั้งนาน แต่ก็อธิบายไม่ออกเป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายจึงโบกมือเบา ๆ อย่างไม่คิดจะพูดต่อ
ฉู่เหยาเหยาอดขำไม่ได้
“พี่หลินเซียว ฉันเข้าใจค่ะ พวกเราเป็น... เพื่อนของพี่ใช่ไหมคะ?”
เธอเอ่ยช่วยคลี่คลายสถานการณ์
เพียะ!
หลินเซียวตบต้นขาตัวเอง แล้วยกมือชี้พร้อมหัวเราะ “ใช่ เพื่อน คำนี้ดีนี่นา ทำไมฉันนึกไม่ออกนะ”
ฉู่เหยาเหยาหัวเราะพลางกล่าวว่า “เพราะพวกเราไม่ใช่เพื่อนกันไงคะ พี่หลินเซียว พี่ปฏิบัติต่อพวกเราเหมือนเพื่อน แต่ความจริงแล้วพี่คือผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพวกเราพี่น้อง”
เธอยิ้มอย่างสงบ สีหน้าจริงใจ
หลินเซียวหัวเราะแล้วส่ายหน้า
“เอาเถอะ เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้ว มาคิดกันก่อนดีกว่าว่าตอนนี้จะทำยังไง กองกำลังนี้แข็งแกร่งมากไหม มีคนกี่คน?” เขาเข้าประเด็น
ฉู่เหยาเหยาเม้มริมฝีปากแดง ก่อนกล่าวว่า “เขตเมืองชั้นบนมีกองกำลังอยู่แค่ 4 ฝ่าย แบ่งตามทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตก และเหนือ ตรงกลางเป็นฐานใหญ่ของกองทัพพิทักษ์เมือง ไม่มีใครกล้าเข้าไปค่ะ”
หลินเซียวพยักหน้าเบา ๆ
ฉู่เหยาเหยากล่าวต่อว่า “ตึกที่พวกเราอยู่ตั้งอยู่ทางใต้ กองกำลังนี้เรียกตัวเองว่ากองทัพกวงอู่ จางเทียนกวงเป็นหัวหน้า มีคนอย่างน้อย 200 คน แถมยังอยู่ใต้การคุ้มครองของกองทัพพิทักษ์เมือง อาวุธสารพัดชนิดมีครบ พวกเราไม่มีทางปะทะตรง ๆ ได้เลยค่ะ”
