มุมปากของหลินเซียวก็มีรอยยิ้มเช่นกัน
แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่ก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี
หลิ่วจงหมิงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนพูดช้า ๆ ว่า “เรื่องเป็นแบบนี้ มีเรื่องหนึ่งอยากให้เธอช่วยหน่อย”
สีหน้าของหลิ่วอวิ้นดูสบาย ๆ
“อาสามพูดเกินไปแล้วค่ะ ตอนนี้ฉันนับว่าเป็นคนตระกูลหลิ่วแค่ครึ่งเดียว จะช่วยอะไรอาสามได้คะ? อาสามเป็นหนึ่งในคนกุมอำนาจของตระกูลหลิ่วเชียวนะ”
เธอพูดเสียงเรียบ ฟังไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร
มุมปากของหลิ่วจงหมิงกระตุกอยู่สองสามครั้ง
“อวิ้น ก่อนหน้านี้อาสามทำไม่ถูกจริง ๆ ใจร้อนไปหน่อย ก็เพราะหวังดีอยากให้เธอได้ดิบได้ดี เข้าใจอาสามหน่อยนะ”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงหลายส่วน ทั้งยังมีรอยยิ้มประดับอยู่
ทว่าแววตาของหลิ่วอวิ้นกลับเย็นชา
เธอยิ้มพลางถามว่า “เหรอคะ? อาสามตามใจฮ่าวเฉินมากเลยนี่คะ ดูท่าอาสามคงฝากความหวังในอนาคตไว้ที่ฉันสินะคะ ถึงได้เข้มงวดกับฉันขนาดนี้ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากค่ะ”
เจียงชูหนิงยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
หลิ่วจงหมิงหลับตา สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อควบคุมอารมณ์
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงยิ้มแล้วพูดต่อว่า “เอาละ อวิ้น ก่อนหน้านี้อาสามผิดเอง ขอโทษเธอด้วย วางใจเถอะ ต่อไปถ้าเกิดเรื่องแบบนี้อีก อาสามจะไม่ทำแบบนั้นแล้ว พวกเธอต่างก็เป็นลูกหลานตระกูลหลิ่ว ควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจริง ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิ่วอวิ้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก แต่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไป
“ต่อไปเหรอคะ? อาสาม ฉันเหมือนจะไม่มีอนาคตแล้วนะคะ ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมตระกูลอีกแล้วนี่ พวกคุณก็คงไม่มีโอกาสอบรมฉันอีกแล้วด้วย”