มือเล็ก ๆ คู่นั้นเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ใบหน้าเย็นชาก็ดูอ่อนโยนลงไม่น้อย
หลิ่วอวิ้นขมวดคิ้ว รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ชูหนิง เธอคงไม่ได้ตกหลุมรักเขาจริง ๆ หรอกนะ?” เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงขรึม
เจียงชูหนิงเงยหน้าขึ้นมาสบตา
“มันสำคัญด้วยเหรอ?”
เธอถามอย่างสงสัย
คำถามนี้ทำให้หลิ่วอวิ้นชะงักไปเล็กน้อย
คนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีอนาคตหรือเปล่า จะมีใจไปสนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่ไหนกัน
“ก็จริง”
เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วตอบรับ
เจียงชูหนิงหันกลับไปมองใบหน้าของหลินเซียวอีกครั้ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า “ความรักเป็นเรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
มุมปากของหลิ่วอวิ้นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น ในใจรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
“เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แน่ ไม่ใช่เธอพูดเองเหรอว่าผู้ชายคนนี้เป็นของขวัญจากสวรรค์ บางทีเขาอาจถูกส่งมาให้เธอต่อกรกับโชคชะตาก็ได้”
เธอปลอบใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชูหนิงจึงค่อยยิ้มออกมา
“ฉันก็คิดแบบนั้น”
เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ แววตาของเจียงชูหนิงก็พลันฉายความปวดใจขึ้นมา
หลิ่วอวิ้นเหลือบมองเวลา
“เอาละ ปลุกเขาเถอะ ได้เวลาพักผ่อนแล้ว”
เธอเอ่ยช้า ๆ
เจียงชูหนิงมองหลินเซียวที่กำลังหลับสนิท แล้วจู่ ๆ ก็ทำใจปลุกเขาไม่ลง
เขาเหนื่อยเกินไปแล้ว
“ไม่ต้องหรอก เธอกลับไปพักก่อนเถอะ ยังไม่ต้องปลุกเขา ปล่อยให้หลับไปเถอะ”
เธอพูดเสียงเบา แววตาอ่อนโยน
