มาถึงหน้าหอพัก ซูถิงจอดรถเรียบร้อย แล้วลงไปส่งเฉียวโน่งซี
เขาค่อนข้างประหม่า ยืนอยู่ใต้ขั้นบันไดถามเฉียวโน่งซีว่า “เธอคิดว่าความสัมพันธ์ของเรา…”
ไม่เคยมีความรักมาก่อน และไม่เคยจีบผู้หญิง ซูถิงพูดติดขัด เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปากถาม
เฉียวโน่งซียืนอยู่บนขั้นบันได ในมือยังถือผ้าพันคอที่ซูซวี่ให้ไว้
เธอคิดมาตลอดทาง ตัดสินใจจะบอกให้ชัดเจน
“ซูถิง ฉันว่า ปีนี้เธอควรตั้งใจเตรียมสอบโทเถอะ พี่สาวเธอเป็นห่วงเธอมากจริง ๆ ฉันไม่อยากให้ฉันต้องทำให้เธอเสียการเรียน”
ซูถิงชะงักไป
แม้ว่าก่อนหน้านี้ท่าทีของเฉียวโน่งซีจะไม่ชัดเจนนัก แต่เขาสัมผัสได้ว่า เฉียวโน่งซีก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเขา ไม่เช่นนั้นคงไม่ตกลงมาพบกับซูซวี่
เขาคิดว่าการที่เขาพาเฉียวโน่งซีไปพบสมาชิกในครอบครัวเป็นการกระทำที่น่าจะได้คะแนนเพิ่ม
“ขอโทษนะ”
เฉียวโน่งซีกล่าวขอโทษด้วยความจริงใจ “ฉันเองที่คิดไม่ตกกับความรู้สึกที่มีต่อเธอ ตอนที่อยู่ด้วยกันกับเธอฉันมีความสุขมาก จริง ๆ นะ เธอเป็นคนดีมาก ฉันเองที่ทำให้เธอเสียเวลา”
ฟังยังไงก็เหมือนถูกแจกบัตรคนดี
ซูถิงยิ้มขมขื่น “เมื่อก่อนเธอคิดไม่ตกมาตลอด ทำไมพอกินข้าวมื้อนี้ถึงได้ตกแล้ว?”
เฉียวโน่งซีเม้มปาก ไม่กล้าพูด
เธอคงบอกซูถิงไม่ได้หรอกว่า พอเห็นพี่สาวของเขา ถึงได้รู้ว่ารสชาติของใจเต้นรัวเป็นอย่างไร
“ช่างเถอะ”
ซูถิงไม่ได้บังคับ “งั้นเรายังเป็นเพื่อนกันได้ไหม?”
เฉียวโน่งซีพยักหน้า
“อืม”
ซูถิงโบกมือลาเธอ ยิ้มทำเป็นไม่ทุกข์ร้อน
“นี่ก็ดึกแล้ว เธอขึ้นไปเถอะ อากาศหนาวมาก”
“เธอกลับดี ๆ”
เฉียวโน่งซีหันหลังเดินเข้าหอพัก
ถึงตรงหัวมุมทางเลี้ยว เธอหันกลับไปมอง
ซูถิงยังยืนอยู่กลางลมหนาว ดูท่าทางห่อเหี่ยวมาก
เฉียวโน่งซีถอนหายใจเบา ๆ
อันที่จริง ทุกด้านของซูถิงนับว่าเป็นชายหนุ่มที่น่าคบหามาก
แต่ดันให้เธอไปพบกับซูซวี่เสียก่อน
เธอโกหกหัวใจตัวเองไม่ได้
ขึ้นมาข้างบน เฉียวโน่งซีเพิ่งเปิดประตูห้องพัก เพื่อนร่วมห้องก็ห้อมล้อมเข้ามา ถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
เฉียวโน่งซีพูดตามตรงว่า “ฉันคุยกับเขาให้เข้าใจแล้ว ฉันไม่ชอบเขา”
เพื่อนร่วมห้องมองหน้ากัน นึกไม่ถึง
“ไม่ใช่เพราะพี่สาวเขาแกล้งเธอหรือ?”
เฉียวโน่งซียิ้มส่ายหน้า “เปล่า พี่สาวเขาดีมาก”
ดีเสียจนถึงขั้นที่เธออยากคบกับคน ๆ นั้น
“น่าเสียดายจัง”
เพื่อนร่วมห้องส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพูดถึงข้อดีของซูถิง
ตอนเฉียวโน่งซีป่วย ซูถิงมาส่งยา
ตอนเฉียวโน่งซีเรียน ซูถิงมาอยู่เป็นเพื่อน
ตอนเฉียวโน่งซีพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากกินอะไร ซูถิงก็ข้ามครึ่งเมืองเจียงเฉิงไปซื้อให้
ยังมีอีกมากมาย
แต่เฉียวโน่งซีตอนนี้ไม่มีใจฟังสิ่งเหล่านี้
เธอก้มหน้ากำลังส่งข้อความหาซูซวี่—
[พี่คะ หนูถึงหอพักแล้วค่ะ]
[ผ้าพันคอจะคืนพี่ได้ไงคะ?]
ส่งข้อความสองข้อความนี้ออกไปแล้ว เฉียวโน่งซีก็กระวนกระวายใจรอคอย
หนึ่งวินาที สองวินาที หนึ่งนาที สองนาที ซูซวี่ยังไม่ตอบนานแล้ว
เฉียวโน่งซีเริ่มใจไม่ดี คิดว่าใช่ไหมที่ซูถิงบอกซูซวี่ว่าเธอปฏิเสธเขาไป
ซูซวี่จะไม่อยากยุ่งกับเธอแล้วใช่ไหม?
หวาดกลัวเช่นนั้น เฉียวโน่งซีวางมือถือลง คว้าชุดนอนไปอาบน้ำ
ในเวลานั้น ซูซวี่กำลังโทรคุยกับซูถิง
มือถือเปิดลำโพงวางไว้ข้าง ๆ ซูซวี่เปิดคอมพิวเตอร์ กำลังตรวจแก้การบ้านของนักศึกษา
ซูถิงพูดว่า “พี่ครับ ผมไม่รู้ว่าผมทำตรงไหนไม่ดี ทำเหมือนเธอไม่ชอบผมเลย ทุกครั้งที่ผมเจอเธอ หัวใจก็เต้นรัวดีใจ แต่เธอเย็นชาตลอด ตอนแรกผมนึกว่าเป็นเพราะผู้หญิงไว้ตัว แต่ตอนนี้ถึงรู้ ว่าเธอไม่ได้รู้สึกใจเต้นกับผมเลย”
ซูซวี่เลิกคิ้วเล็กน้อย
“เธอปฏิเสธนายแบบนี้เอง?”
ดูเป็นเด็กสาวอ่อนแอบอบบาง แต่นึกไม่ถึงว่ากลับกล้าตัดสินใจเด็ดขาด
ซูถิงน้อยใจน้ำเสียงราวกับจะร้องไห้
“พี่ครับ ผมมันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ความรู้สึกระหว่างคนมันละเอียดอ่อน การไม่รู้สึกหวั่นไหวจะว่าเป็นเพราะนายไม่ดีก็ไม่ใช่ นายไม่ควรสงสัยตัวเองก่อน”
ซูซวี่เคาะแป้นคีย์บอร์ด พูดไปอย่างเรื่อยเฉื่อย “ยังเป็นเพื่อนกันได้ก็น่าลองดูอีก แต่พี่ก็คิดว่าตอนนี้จุดสำคัญของนายควรอยู่ที่การเตรียมสอบโท อย่าคิดว่าผ่านข้อเขียนแล้วทุกอย่างจะจบสิ้น เตรียมสอบสัมภาษณ์ดี ๆ ก่อนเถอะ”
ซูถิงสูดหายใจลึก แล้วรวบรวมกำลังใจอีกครั้ง
“ครับ ผมจะเตรียมสอบสัมภาษณ์ก่อน ถ้าผ่านสัมภาษณ์แล้วค่อยไปจีบเธอ”
ที่ไม่มีใจเต้นรู้สึกหวั่นไหว เป็นเพราะสิ่งที่เขาทำยังดีไม่พอ
เขาคงต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม
สัมผัสได้ว่าน้องชายเข้าใจผิดในเจตนาของตน ซูซวี่ขมวดคิ้วนิดหนึ่ง แล้วตัดสาย
ซูถิงเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีแผนทำสิ่งใด เธอไม่อยากก้าวก่าย
ถึงตอนนี้ค่อยเห็นข้อความที่เฉียวโน่งซีส่งมา ซูซวี่พิมพ์ตอบว่า [ไม่เป็นไร ไม่ต้องคืน]
ไม่ถึงสองนาที เฉียวโน่งซีก็โอนเงินเข้ามาให้
ไม่มาก พันหยวน
ซูซวี่พิมพ์เครื่องหมายคำถามส่งไป
เฉียวโน่งซีว่า [ค่ำนี้ทำให้พี่ต้องเสียเงิน หนูรับมาฟรี ๆ ไม่ได้ แต่ตอนนี้หนูมีเท่านี้ ที่เหลือไว้เดือนหน้าคืนได้ไหมคะ?]
ซูซวี่มุมปากขยับนิด ๆ ยิ้มออกมา
เกรงจะกระทบความภูมิใจของเด็กสาว เธอคิดดูแล้ว จึงกดรับเงิน
[เธอกินน้อย แค่พันหยวนก็พอแล้ว]
แต่เฉียวโน่งซีก็ยืนกราน [ค่านี้สำหรับผ้าพันคอด้วยนะคะ]
ซูซวี่ว่า [แบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังบังคับซื้อขาย]
เฉียวโน่งซีฉวยโอกาส [งั้นหนูเอาผ้าพันคอไปคืนพี่ พี่ส่งตารางเรียนให้หนูได้ไหมคะ? ตอนไม่เรียนหนูจะไปคืน]
เธอเอ่ยพี่ ๆ ติดปาก นับว่าสนิทสนมใช่ย่อย
ซูซวี่ยังมีการบ้านอีกกองหนึ่งที่ยังไม่ได้ตรวจ ไม่มีเวลามาโต้ตอบไปมากับเธอ ก็เลยส่งตารางเรียนไปให้
เมื่อได้ตารางเรียนของซูซวี่ เฉียวโน่งซีซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม หลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่
เพื่อนร่วมห้องได้ยินเข้า ถามว่าเธอมีความสุขอะไร
เฉียวโน่งซีเลิกผ้าห่มขึ้น เอ่ยปากก่อนว่า “ค่ำนี้ฉันเจอใครคนหนึ่ง ฉันอยากจีบเขา พวกเธอมีคำแนะนำอะไรไหม?”
ในห้องพักเกิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นทันที
“หา? ที่แท้เธอถึงอยากปฏิเสธซูถิงนี่เอง หน้าตาเป็นไงถึงให้เธอเข้าจีบก่อน มีรูปไหม?”
เฉียวโน่งซีรีบบอกว่าไม่มี
เธอไม่กล้าพูดว่าเป็นผู้หญิง กลัวเพื่อนร่วมห้องรับไม่ได้
“คนแถวไหน? อายุเท่าไหร่? หน้าตายังไง? ไม่ด้อยไปกว่าซูถิงกระมัง? สองคนพัฒนาไปถึงไหนแล้ว?”
กับปัญหาที่ต่อเนื่องยาวเหยียด เฉียวโน่งซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วว่า “อายุมากกว่าฉัน อยู่มหาวิทยาลัยข้าง ๆ หน้าตา… ดูดีกว่าซูถิง เพิ่งรู้จักกัน แต่เมื่อกี้ฉันขอตารางเรียน เธอก็ให้ฉันแล้ว”
“อ้อ ใช่ปริญญาโทมหาวิทยาลัยข้าง ๆ หรือเปล่า?”
“ให้ตารางเรียนก็คือมีโอกาสนะ เธอมีใบหน้าใสซื่อของสาวน้อยน่ารักแบบนี้ เข้าจีบตรง ๆ ได้เลย ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรทั้งนั้น”
เฉียวโน่งซีทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “แต่เธอ ออกจะเย็นชา ไม่ค่อยพูด”
เพื่อนร่วมห้องวิจารณ์ว่า “เอ๊ะ ผู้ชายแบบนี้อวดเก๊กที่สุด”
เฉียวโน่งซี “…”
เพื่อนร่วมห้องอีกคนว่า “ครั้งก่อนที่เจอรุ่นพี่สาวเย็นชา เธอไม่ได้พูดแบบนี้เลยนะ”
“นั่นมันอย่างเดียวกันหรือไง นั่นมันรุ่นพี่สาวมั่น”
“เธอน่ะสองมาตรฐาน”
“ไม่เหมือนกันจริง ๆ นะ พวกรุ่นพี่สาวที่ดูเย็นชาภายนอก ปกติใจค่อนข้างอ่อน รบกวนตื้อ ๆ ไปก็ได้ผล ผิดกับพวกผู้ชายบางคน แอ๊บเก๊ก”
เฉียวโน่งซีฟังพลางจดจำเงียบ ๆ
รบกวนตื้อ ๆ งั้นหรือ?
ยามดึกดื่น ซูซวี่ที่กำลังตรวจข้อสอบเงียบ ๆ ก็จามขึ้นมา
เธอนวดหลังคอ เห็นภาพเซลฟี่ที่ซูถิงกำลังเรียนส่งมาพร้อมข้อความใหญ่ “ผมจะพยายาม” สี่ตัว
ซูซวี่ถอดกรอบแว่น ตอบกลับว่า [เด็กสาวคนนั้นไม่เลวเลย นายสู้ ๆ นะ]
