ฝนตกตลอดคืน ฟ้าสางแล้วแจ่มใส
ไอหิมะเชิงเขาเริ่มละลาย สายลมโชยกิ่งหลิวผลิดอกอ่อน มิได้นานมีนกกระเต็นส่งเสียงร้องเบา ๆ โผบินผ่าน ทำลายความสงบยามเช้า
แสงตะวันสาดลอดช่องหน้าต่างตกบนใบหน้าของซ่งถังหนิง ทำให้นางสะดุ้งตื่นอย่างเลือนราง
ซ่งถังหนิงได้กลิ่นยาหอมกรุ่น มองดูลายแกะสลักมงคลหยกเหนือนภาบนเพดาน ชั่วขณะหนึ่งคล้ายไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ใด
"ตื่นแล้วหรือ?"
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นประหนึ่งก้อนหินหล่นลงสู่ผิวน้ำ อีกทั้งปลุกความทรงจำก่อนสิ้นสติของซ่งถังหนิงขึ้นมา
ซ่งถังหนิงลุกพรวดนั่งขึ้น ไม่ทันสนใจความเจ็บปวดก็หันมองไปหลังฉากปักลายนกกระเรียน พอเห็นลางเลือนว่าร่างสูงโปร่งที่อยู่อีกฟากวางม้วนตำราลงแล้วลุกเดินมาทางนี้
เซียวเอี้ยนเห็นเด็กสาวตกใจจนหน้าซีดขาว กอดผ้าห่มตาเหมยเบิกกว้าง เขาหยุดยืนข้าง ๆ แล้วเอ่ยว่า "ระวังมือ"
ซ่งถังหนิงสะดุ้งเฮือก "อย่าตัดมือข้า"
เซียวเอี้ยนนิ่งไป "..."
พรืด
แม่นางฉินยกอ่างทองเหลืองเข้ามา พอได้ยินเสียงข้างในก็หัวเราะขึ้นมา นางเห็นใบหน้าเขม็งตึงของเซียวเอี้ยน ส่วนเด็กสาวด้านนั้นหวาดกลัวเขาปานเสือร้าย นางสะกดหัวเราะเดินอ้อมเขาเข้าไป
"คุณหนูน้อยอย่ากลัวไป ท่านผู้กำกับของเรามิใช่คนกินคน อย่าไปฟังพวกข้างนอกพากันเล่าว่าเขาดุร้ายเพียงใด ความจริงแล้วเขาใจดี อ่อนโยนยิ่ง..."
ซ่งถังหนิงยิ่งหวาดกลัวขึ้นอีก
เซียวเอี้ยนเห็นนางกอดผ้าห่มหดตัว หน้าตึงเครียดเกือบสลบไสล เขาชำเลืองมองแม่นางฉิน "พูดไม่เป็นก็อย่าพูด"
"นั่นมิใช่ท่านผู้กำกับทำให้เขาตกใจหรอกหรือ"
แม่นางฉินนิสัยร่าเริง ไม่หวั่นเซียวเอี้ยนหน้าเย็นเลย
นางหัวเราะกระทั่งหางตาทบย่น วางอ่างทองเหลืองลงก็เข้าไปหาซ่งถังหนิง "มาเถิด อย่ากลัวเลย พี่แกล้งเจ้าเล่น"
แม่นางฉินเอามือปิดดึงปลายนิ้วที่เกร็งของซ่งถังหนิงออกจากผ้าห่ม
"นิ้วเจ้านี้บาดเจ็บไม่น้อย ถึงจะทายาแล้ว แต่ก่อนเนื้อใหม่จะงอกก็ยังเจ็บอยู่ ช่วงนี้อย่าใช้แรง อย่าโดนน้ำ และก็แผลบนหน้าเจ้าด้วย"
"ข้าทายาให้เจ้าแล้ว รอให้แผลตกสะเก็ดก่อน แล้วค่อยใช้เครื่องประทินผุดผ่องที่ข้าปรุงขึ้น รับรองเจ้ามิต้องเหลือรอยแผลเป็นเลยสักนิด"
ซ่งถังหนิงค่อนข้างเก้อเขินมองสตรีหน้าตายิ้มแย้ม
เซียวเอี้ยนเอ่ยเสียงเรียบ "แม่นางฉินเป็นทายาทสกุลเฉิงแห่งสู่ตี้ ฝีมือการรักษายอดเยี่ยม แม้แต่คนในกรมหมอหลวงยังสู้มิได้"
"ท่านผู้กำกับอย่าชมข้า ชมแล้วข้าออกตรวจก็ต้องเก็บค่ารักษาเช่นกัน"
แม่นางฉินล้อเล่นประโยคหนึ่ง แล้วจึงเปลี่ยนน้ำเสียง "แต่คุณหนูซ่งน้อยหน้าตางดงาม ค่ายาพอจะยกเว้นได้ นี่ถ้าใบหน้างามนี้มีตำหนิ จะให้ชายหนุ่มรูปรามสักเท่าใดตีอกร้องไห้กันหนอ พี่นี้เสียดาย"
ซ่งถังหนิงรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า
นางสัมผัสได้ถึงไมตรีจิตที่แม่นางฉินแผ่ออกมา หลายปีมานี้ไม่มีใครใจดีต่อนางเช่นนี้
ต่อให้เป็นเพียงคำล้อเล่น ครานี้มือที่หยาบกร้านที่จับปลายนิ้วนางก็ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง
นางเขินอายเล็กน้อยพึมพำ "ขอบคุณพี่"
แม่นางฉินชื่นใจเป็นพิเศษ "มีน้องสาวนางฟ้าเช่นเจ้า ข้าได้กำไรมาก"
ซ่งถังหนิงเม้มปากยิ้มบาง กระพุ้งแก้มปรากฏลักยิ้มตื้น ๆ
...
เตาหลอมรูปศีรษณะช้างเผาถ่านไม้ ในห้องอบอุ่นไร้ความหนาวปลายฤดูใบไม้ผลิ
แม่นางฉินค่อนข้างช่างพูด จูงมือซ่งถังหนิงสนทนาด้วย หรืออาจเป็นรอยยิ้มที่ปลอบประโลมจิตใจ หรืออาจเป็นเพราะเซียวเอี้ยนแค่เดินมานั่งที่เตียงยาวสี่ขาข้างฉากกั้นเท่านั้น มิได้พยายามเข้ามาใกล้
ครั้นแม่นางฉินช่วยนางทายาเสร็จอีกครั้ง ใบหน้าน้อยของซ่งถังหนิงก็กลับมีสีเลือดขึ้นบ้างในที่สุด
ริมฝีปากของนางยังคงซีดขาว เกศาดำห้อยคล้องบ่า ขนตางอนโค้งพัดโบกพลิ้ว ดวงตาบวมแดงเรื่อก็มีชีวิตชีวาขึ้น ดูมิได้ตื่นตระหนกไร้ทางเหมือนแรกตื่น
ครั้นแม่นางฉินถอยออกไปแล้ว ในห้องเหลือเพียงนางกับเซียวเอี้ยนสองคน
ซ่งถังหนิงเหลือบตาขึ้นอย่างระมัดระวัง
คนตรงหน้าอาภรณ์ไหมสีดำล้วน ปิ่นหยกเกล้าผมเรียบง่าย ไร้ความเย็นชาน่าสะพรึงเมื่อแรกพบ มีท่วงทีเกียจคร้านเอนกายอยู่ข้างเตียง
ทั้งที่เขาเป็นคนทรยศต่ำช้าที่ถูกผู้คนสาปแช่ง ใช้เล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจไร้ผู้ใดไม่เกรงกลัว ทว่าบนร่างกลับไร้ความอ่อนแออิดโรยเหมือนพวกขันทีในวัง กลับมีคิ้วตาสง่างามดุจธารหยกไหลจากหุบผา ทั่วร่างแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายสูงส่งไม่อาจคาดเดา
บางทีสัมผัสได้ว่านางมองเขา แววตาดาบของเขายกขึ้นเล็กน้อย
ซ่งถังหนิงรีบหดตัว หลุบตาก้มหน้ากุมชายผ้าห่ม
"คำของแม่นางฉินลืมเสียแล้วหรือ มือไม่ต้องการแล้ว?"
เห็นนางหดมือโดยไม่รู้ตัว เซียวเอี้ยนคล้ายถอนหายใจเบา ๆ "กลัวอันใด?"
เห็นเด็กสาวไม่ส่งเสียง เขาจึงพูด
"ที่เขาฉวนซานเจ้ามาได้เหมาะเจาะเกินไป ระยะนี้ข้าก็ไปละลาบละล้วงผลประโยชน์หลายฝ่าย คนในเมืองหลวงรู้ว่าข้าไปสักการะคนเก่าที่เขาเช่นทุกปี เจ้าก็อ้ำอึ้งไม่อาจบอกสาเหตุได้ถนัด ข้าจึงเข้าใจว่าเจ้าเป็นมือสังหารที่คนพวกนั้นส่งมา จึงเกือบฆ่าเจ้าเสีย"
"บัดนี้สืบได้กระจ่างแล้ว ย่อมไม่ทำร้ายเจ้า"
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบ ทว่าต่างจากที่บนเขาที่จะเอาชีวิตเอาเป็นเอาตาย
ซ่งถังหนิงถึงแม้ยังหวาดกลัวเขา ทั้งยังจำได้ว่าก่อนสลบตนได้ด่าคนผู้นี้ นางเงยหน้าขึ้นอย่างระวัง "เช่นนั้นท่านผู้กำกับให้ข้าจากไปได้หรือไม่?"
"เจ้าอยากไป?" เซียวเอี้ยนมองนาง
ถังหนิงพึมพำ "ข้ามิได้กลับทั้งคืน ที่จวนย่อมเป็นห่วง..."
"สกุลซ่งไม่มีใครไปตามหาเจ้าที่วัดวิญญาณวิเศษเลย ถึงบัดนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดในป่านั้น"
ฝ่ามือกำแน่นทันที ถังหนิงหน้าซีด
"เจ้ากับซ่งจิ่นซิวไปวัดวิญญาณวิเศษด้วยกัน เขากลับทิ้งเจ้าไว้ในป่านั้นเพียงลำพัง คนที่ไปกับเจ้ามีเซี่ยหยินลูกพี่ลูกน้องเจ้า มีลู่จื๋อเหนียนคู่หมั้นตั้งแต่เด็กของเจ้า ทว่าพวกล้วนจำได้แต่คุณหนูนอกสมรสที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นคนนั้น"
"เมื่อวานหลังกลับเข้าเมือง พวกเขาก็พากันไปร้านอัญมณีซื้อเครื่องประดับเอาใจคุณหนูนอกสมรสให้หายเศร้า ภายหลังยังไปล่องเรือเล่นน้ำด้วย ไม่มีใครเลยสักคนจำได้ว่าเจ้ายังค้างคืนนอกเมืองมิได้กลับ"
เซียวเอี้ยนไม่ใช่คนยอมทิ้งเนื้อเน่าไว้ในกาย ย่อมไม่คิดให้เด็กสาวหลอกตัวเอง
"เมื่อคืนฝนตกกลางเขา ถ้าข้ามิได้สัญจรผ่านมาโดยบังเอิญ เจ้าคงตกเหวหิมะตายไปแล้ว"
"พี่ชายของเจ้ารู้ทั้งที่ว่ากลางเขาอันตราย ครั้นเข้าเมืองจนถึงวันนี้ยังมิได้ออกตามหาเจ้านอกเมืองเลย กระทั่งซ่งหงและฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซ่งก็มิได้เอะใจ สาวใช้ของเจ้าคนนั้นใคร่จะมาตามเจ้า ทว่าซ่งจิ่นซิวกลับอ้างว่านางล่วงเกินคุณหนูนอกสมรส แล้วสั่งโบยนางหลายกระบอง"
"เจ้าแน่ใจหรือว่าจะกลับไปเช่นนี้?"
คำพูดของเซียวเอี้ยนดั่งคมมีด ทิ่มแทงซ่งถังหนิงจนหน้าซีดเหลือง ทุกข์ทรมานหายใจไม่ออก
นับแต่ซ่งซูหลานเข้ามาอยู่ในจวน นางพบแต่ความขุ่นข้องใจ ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน นางจะวิวาทกับพี่ชายเดือดเชียวเพราะซ่งซูหลาน เมื่อวานเป็นวันคล้ายวันสิ้นบุญของมารดานาง นางตั้งใจไปไหว้พระที่วัดวิญญาณวิเศษกับพี่ชายและคนอื่น ๆ มีนัดหมายกับเซี่ยหยินและลู่จื๋อเหนียนว่าจะออกไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน พลอยให้ความสัมพันธ์กับพี่ชายคลี่คลายลง ทว่านางคาดไม่ถึงว่าพี่ชายจะพาซ่งซูหลานมาด้วย นางเกลียดชังซ่งซูหลานบุตรสาวอนุภรรยาลับคนนี้อยู่แล้ว ยังไม่ชอบที่พี่ชายไปสนิทสนมกับนาง ตลอดทางเห็นเซี่ยหยินและลู่จื๋อเหนียนก็เอาใจใส่ดูแลนางทั่วสารทิศ ถึงกับละเลยนางเพื่อบุตรสาวอนุภรรยาลับคนนั้น ในใจนางอัดอั้นไว้เต็มอก ครั้นพอขึ้นเขามาแล้ว ซ่งซูหลาน "ไม่ระวัง" ทำตะเกียงไฟนิรันดร์ของมารดานางคว่ำ ทำให้สิริมงคลของมารดานางถูกทำลายกระจัดกระจาย โทสะที่นางเก็บกักไว้พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ด้วยโทสะจี้สุดขีดจึงตบนางไปหนึ่งฉาด ซ่งซูหลานก็ร้องไห้วิ่งออกไป ซ่งจิ่นซิวหน้าตาเร่าร้อนควบม้าตามไปในป่าเอานางกลับมา เซี่ยหยินลูกพี่ลูกน้องและลู่จื๋อเหนียนก็ลากนางไปให้ไปขอโทษซ่งซูหลาน ซ่งถังหนิงย่อมไม่ยอม นางไม่ผิด เหตุใดนางต้องขอโทษซ่งซูหลาน ซ่งถังหนิงพล่อยปากด่าซ่งซูหลานไม่กี่คำ ซ่งซูหลานก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นว่าขอกลับอานโจว ซ่งจิ่นซิวเดือดดาลตำหนินางว่าไร้มารยาท ไม่มีคุณสมบัติกุลสตรีอ่อนโยน ว่านางรังแกซ่งซูหลานผู้มีชาติกำเนิดน่าสงสาร ไร้ใจโอบอ้อมอารีเลยสักนิด นางประชดประชันทุ่มเถียงกับเขา เขาก็บอกให้นางกลิ้งกลับไปสำนึกตนที่วัดวิญญาณวิเศษ ส่วนเซี่ยหยินและลู่จื๋อเหนียนที่ควรปกป้องนางกลับขมวดคิ้วบอกว่านางไม่รู้จักกาลเทศะนัก พวกเขาล้วนเอาแต่รีบตามซ่งซูหลานที่ร้องไห้ดูน่าเวทนา ทิ้งนางไว้ตามลำพังในป่าขาวโพลน
ชาติก่อนนางหลงทางอยู่ในป่า ฟ้ามืดแล้วม้าบาดเจ็บจึงพลัดตกจากทางลาดชัน นางมิได้โชคดีเหมือนชาตินี้ที่พบเซียวเอี้ยนจึงได้รับความช่วยเหลือขึ้นมา หากแต่กลิ้งตกลงไปในแอ่งหิมะที่ลึกสุดหยั่ง กระทั่งเช้าวันที่สามจึงถูกชาวนาสัญจรผ่านมาพบ เมื่อถูกส่งกลับเมืองหลวงอย่างหมดสติสิ้นประสาท ขานางเขยก ใบหน้านางเสียโฉม ร่างกายก็ถูกความเย็นกัดจนถึงตาย
ซ่งถังหนิงหายใจพลางแฝงความแค้น "นางไม่ใช่บุตรสาวอนุภรรยา"
"หืม?"
"ข้าบอกว่า ซ่งซูหลานไม่ใช่บุตรสาวอนุภรรยา นางเป็นเพียงบุตรสาวอนุภรรยาลับที่บ่ทราบชาติกำเนิด"
นางนึกถึงชาติก่อนครั้นกลับไปแล้วนางเต็มไปด้วยความคับแค้น ฮูหยินอาฝ่ายมารดาก็คลุ้มคลั่งเพราะนางบาดเจ็บ ซ่งจิ่นซิวกับพวกแรกเริ่มยังรู้สึกผิด คุกเข่าต่อหน้านางร้องไห้ขอโทษ ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลซ่งและซ่งหงก็ลงโทษพวกเขาอย่างหนัก บอกว่าจะส่งซ่งซูหลานไปเสีย ทว่าภายหลังฮูหยินอาฝ่ายมารดาประสบเหตุ สกุลซ่งก็เปลี่ยนท่าทีต่อนาง พวกเขาเริ่มเกลี้ยกล่อมให้นางปล่อยวางอดีต โน้มน้าวให้นางสงสารซ่งซูหลานที่น่าเวทนา พวกเขาสงสารซ่งซูหลานที่ยอมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อเสาะแสวงหายา และรักใคร่คำพูดนุ่มนวลอ่อนหวานของนาง ส่วนนางที่ถูกกักขังในเรือนหลังเพราะเสียโฉมขาเขยก ทั้งยังสูญเสียฮูหยินอาฝ่ายมารดาผู้เป็นญาติสนิทจนอารมณ์แปรปรวน ก็กลายเป็นที่รังเกียจของทุกผู้ แรกทีก็ทะเลาะเบาะแว้ง คราใดก็ผลุนผลันจากไป ความไม่ยินยอมและคับแค้นของนางก็กลายเป็น "ไม่รู้จักกาลเทศะ" ในสายตาพวกเขา ภายหลังนางมองเห็นใจจืดใจดำของสกุลซ่งกระจ่างแล้ว เพียงใคร่จะห่างไกลไปจากพวกเขา ทว่าพวกเขากลับพากันมาตำหนินางทีละคน ว่านางโผล่หน้าไปข้างนอกจะพาลให้ชื่อเสียงของซ่งซูหลานเสียหาย ทำให้สกุลซ่งถูกผู้คนหัวเราะเยาะ พวกเขาตัดการติดต่อของนางกับโลกภายนอก ยึดเอาข้าวของที่มารดาทิ้งไว้ให้แก่นาง เอานางไปขังไว้ในเรือนร้างมองไม่เห็นเดือนตะวัน หน้านางขึ้นเป็นหนองเต็มไปหมด ดิ้นรนมีชีวิตอยู่รกไปวัน ๆ ในห้องนั้น "เฝ้าสำนึกตน" ด้านนอกซ่งหงได้เลื่อนขั้น ซ่งจิ่นซิวมีชื่อเสียงเลื่องลือเมืองหลวง ทั้งซ่งซูหลานยังเอาของที่มารดานางทิ้งไว้ให้ไปเป็นสตรีที่มีความสามารถเป็นที่ชื่นชมของคนทั้งหลาย ถึงกับให้ลู่จื๋อเหนียนยอมถอนหมั้นหันใจมาสู่นาง
ซ่งถังหนิงเต็มไปด้วยความแค้นระบายไม่หมด "นางว่าพ่อของนางเคยทิ้งหนี้รักไว้ข้างนอกสมัยหนุ่ม ๆ เป็นบุตรสาวอนุภรรยาลับที่พ่อข้าเลี้ยงไว้นอกบ้าน" "ท่านย่าพวกท่านบอกว่าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะทำให้ชื่อเสียงสกุลซ่งต่างพร้อย มารดาข้าก็จะถูกคนหัวเราะเยาะ จึงบอกกับข้างนอกว่าซ่งซูหลานเป็นบุตรสาวอนุภรรยาที่เกิดจากบ่าวดีข้างกายมารดาข้า"
เซียวเอี้ยนขมวดคิ้ว "พวกท่านว่า แล้วเจ้าก็ยอม?"
"เพราะงั้นข้าจึงโง่" ซ่งถังหนิงตาแดงก่ำ
เซียวเอี้ยนติดขัดกับคำนี้ เห็นเด็กสาวก้มหัวลงเผยให้เห็นขมวดผม ลาง ๆ ก็เห็นน้ำตาอีกแล้ว เขาถอนใจพยายามลดเสียงลงให้ต่ำที่สุด
"จะเป็นบุตรสาวอนุภรรยาหรือบุตรสาวอนุภรรยาลับยังไม่ต้องถกเถียง เจ้าแน่ใจหรือว่านางเป็นสายเลือดของบิดาเจ้า?"
ซ่งถังหนิงเงยหน้า
"บิดาเจ้ากับมารดาเจ้ารักใคร่กันยิ่ง ครั้นคลอดเจ้าแล้วมารดาเจ้ากายเสียหายยากตั้งครรภ์อีก ครานั้นในเมืองหลวงมีกุลสตรีเท่าใดหลงใหลในท่วงทีของบิดาเจ้า แย่งกันสู่ขอ ยอมเป็นภรรยารองหรืออนุภรรยาผู้ทรงเกียรติเข้าสกุลซ่งเพื่อสืบสกุลแทนเขา ล้วนถูกเขาพูดปฏิเสธไป"
"หากเขาหลงใหลสตรีจริง เหตุใดยังต้องเลี้ยงอนุภรรยาลับอันน่าอัปยศ?"
ซ่งถังหนิงเบิกตากว้าง "แต่อาเล็กกับอาผู้ใหญ่ล้วนบอกว่า..."
ไม่
ผิดแล้ว
ซ่งถังหนิงหน้าซีดเผือดทันที
นางจำได้ราง ๆ เมื่อแรกซ่งซูหลานมาถึงจวน ท่านอาสามได้ส่งนางเข้าจวนของสายหลักโดยตรง ตอนนั้นฮูหยินท่านอาผู้ใหญ่สีหน้าแย่มาก ท่านย่าก็รังเกียจนางยิ่ง ภายในจวนก็เพียงจัดให้นางอยู่เรือนไกลสงบ จึงทำให้นางเข้าใจผิดว่านางเป็นญาติพี่น้องที่มาจากไหนมาขออาศัย ผ่านไปสองสามวัน ท่านอาสามถึงได้บอกว่านางเป็นสายเลือดที่บิดาทิ้งไว้ข้างนอกในวัยหนุ่ม
ซ่งถังหนิงเลือนรางรับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งถูกปิดบังจากนาง กัดริมฝีปากแน่นจนขุ่นเคืองจนกายสั่นเทา