ตอนนี้เขากลับบ้านเกิดมาอยู่เคียงข้างทะเลผืนนี้ ถึงเวลาชดเชยความรักที่เคยขาดหายไปให้เธอทั้งหมดแล้ว
“เสี่ยวหยู เที่ยงนี้เราไปกินข้าวในเมืองกัน เธออยากกินอะไรก็เลือกได้เลย!” พอพ่อค้าปลาหิ้วตะกร้าเดินจากไปไกล เย่หยางก็ยิ้มพลางยื่นมือไปลูบผมนุ่ม ๆ ของเธอ
“ฮิ ๆ พี่! หนูอยากกินหม้อไฟ! ต้องหม้อไฟเท่านั้น!” ดวงตาของเสี่ยวหยูเป็นประกายขึ้นมาทันที มือเล็ก ๆ โบกไปมาในอากาศ “ลูกชิ้นกุ้งต้องเด้งกรุบ ๆ เคี้ยวหนึบ ๆ เนื้อวัวต้องนุ่มจนเหมือนบีบแล้วน้ำจะซึมออกมา ส่วนหมูทอดต้องกรอบนอกนุ่มใน กัดคำเดียวก็หอมฟุ้งเลย!”
เธอไม่ได้ตัดสินใจทันที แต่หันไปถามเพื่อนร่วมห้อง “หมิงเชียน เมิงเมิง สือหยู่ พวกเธออยากกินไหม?”
“อยากกินจะแย่แล้ว! ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วก็อยากกินหม้อไฟแล้ว!”
“ฉันไม่มีปัญหา ฟังเสี่ยวหยูเลย!”
“เห็นด้วยสุด ๆ!”
ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกัน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใส จนดวงตาหยีโค้งตามไปด้วย
“ได้! งั้นเราไปกินหม้อไฟกัน!” เย่หยางโบกมืออย่างใจกว้าง “ไปกินร้านที่หรูที่สุดในซานย่ากันเลย!”
……
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เย่หยางพาสาว ๆ ทั้งสี่คนออกจากท่าเรือ เรียกรถแล้วมุ่งตรงไปยังจตุรัสหมิงจู ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในซานย่า
ทั่วทั้งจตุรัสคึกคักเป็นอย่างยิ่ง มีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และสถานที่สำหรับพักผ่อนครบครัน ร้านแบรนด์ดังเรียงรายต่อกันเป็นแถว หลุยส์ วิตตอง กุชชี่ ชาแนล…ชื่อแบรนด์ต่าง ๆ แทบจะปกคลุมผนังกระจกของอาคารทั้งหลัง
บังเอิญว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์พอดี ในห้างจึงเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว ผู้คนแน่นขนัด แม้แต่หน้าลิฟต์ก็ยังมีแถวยาวเหยียด
